กลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย (เขากะลา)


กลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย (เขากะลา) การจัดเตรียมสถานที่ตามโครงการ เพื่อรองรับการฝึกสื่อสารกับมนุษย์โลก ก่อนที่จะมาเป็นกลุ่มเขากะลาในปี 2541

เดิมสถานที่แห่งนั้น เป็นป่าเขา ที่ไม่มีผู้คนอยู่อาศัยมาก่อน นายฉิ่ง ชื่นศรีนวล ซึ่งเป็นคุณพ่อของ จ.ส.อ.เชิด ชื่นสำนวน (เปลี่ยนสกุลจากชื่นศรีนวล เป็นชื่นสำนวน ในภายหลัง) ได้อพยพมาอยู่ ณ สถานที่เป็นเขากะลาในปัจจุบันนี้ เพียงครอบครัวเดียว โดยมาตั้งครอบครัวแต่งงานกับนางกลม ชื่นศรีนวล ทั้งสองท่าน ได้หักร้างถางพง จนมีพื้นที่จำนวนมากภายในหมู่บ้านนั้น และบริเวณโดยรอบเขากะลา

ต่อมาเริ่มมีผู้คนเข้าอพยพเข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้น จึงตั้งเป็นหมู่บ้าน โดยเรียกชื่อหมู่บ้านตามชื่อของผู้ที่อพยพมาก่อตั้งหมู่บ้านนี้ขึ้น และประกอบกับมีตาน้ำพุขึ้นมาบริเวณหมู่บ้านให้ใช้สอย ดังนั้นจึงเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านพุตาฉิ่ง” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ครอบครัวของ จ.ส.อ.เชิด ชื่นสำนวน จึงเกิดขึ้นที่หมู่บ้านนี้ ซึ่งมีพี่น้องรวมกันเป็นชายทั้งหมดรวม 6คน จ.ส.อ.เชิด เป็นบุตรคนที่ 3 ซึ่งปู่ฉิ่งก็ได้ถวายที่ สร้างวัด สร้างโรงเรียน และสาธารณะประโยชน์ต่าง ๆ ตลอดชีวิตของท่าน

ครอบครัวของ จ.ส.อ.เชิด จึงเป็นที่รู้จักของคนทั้งหมู่บ้าน และได้รับความเกรงใจจากคนรุ่นเดียวกัน และสำนักสงฆ์ บนเขากะลานั้น คุณลุงผ่อง ซึ่งเป็นพี่ชายของ จ.ส.อ.เชิด ได้สร้างถวายพระภิกษุที่ไปปฏิบัติสมาธิวิปัสนา บนเขานั้น ดังนั้น พระภิกษุที่จำพรรษาอยู่ ณ ที่นั้น ก็รู้จัก จ.ส.อ.เชิด ด้วย

ดังนั้น สถานที่นี้ จึงเป็นจุดหนึ่งที่มีการเตรียมการไว้ก่อน เพราะหาก จ.ส.อ.เชิด ไม่ใช่คนพื้นที่ตรงจุดนั้นแล้ว การที่จะเข้าไปทำกิจกรรมบนเขากะลาในเวลาอีก 50 ปีต่อมานั้น ย่อมเป็นไปได้ยากมาก จึงต้องเตรียมการไว้ก่อน 

ทำไมต้องชื่อเขากะลา จริง ๆ แล้วจากรูปลักษณะของเขา จะเหมือนกะลามะพร้าวผ่าครึ่งแล้วคว่ำไว้ สิ่งที่มนุษย์ต่างดาวบอกไว้อย่างน่าคิดก็คือ

“ ความคิดของมนุษย์บนโลกทุกวันนี้เหมือนติดอยู่ในกะลาที่ครอบเอาไว้ มีแต่อวิชชาครอบงำ ความยึดมั่น ถือมั่น ในตัวตน ซึ่งความจริงแล้ว มันไม่ได้มีตัวตนที่แท้จริง มันเป็นธรรมชาติทั้งสิ้น แต่มนุษย์ก็ยังไม่เชื่อ ยังวนเวียนคิดแต่สิ่งที่เพิ่มกิเลส ตัณหา อุปาทาน เพิ่มความเป็นตัวตน ของตน มากขึ้นทุกวัน แม้พระพุทธองค์ตรัสรู้เปรียบเสมือนมองเห็นสิ่งที่อยู่นอกกะลาแล้วนำมาบอก น้อยคนนักที่จะเชื่อ และปฏิบัติตาม เพราะส่วนใหญ่คิด มองเห็น เพียงแค่ด้านในของกะลาเท่านั้น ไม่อาจออกมาเห็นความกว้างใหญ่ของธรรมชาติได้” 

พระพุทธองค์ท่านตรัสรู้ในกฏของธรรมชาติ ท่านเห็นความเป็นจริงตามธรรมชาติ ท่านจึงอยู่เหนือกะลาใบนี้ เพราะท่านเข้าสู่ความเป็นธรรมชาติแล้ว 

ตอนนี้ มนุษย์ต่างดาว จึงต้องนำกฏของธรรมชาติมาอธิบายในรูปแบบวิทยาศาสตร์ ให้ผู้ฝึกฯ เข้าใจอย่างง่าย ๆ แต่ปล่อยวางได้จริง เปิดมุมมองในรูปแบบของจักรวาลให้รู้ให้เห็น ในความเป็นจริงของธรรมชาติ เพราะผู้ฝึกต้องมีความเห็นที่ถูกตรงในกฏของธรรมชาติ 

สำหรับความคิดของมนุษย์ส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ ที่ถูกครอบงำเอาไว้ด้วยอวิชชา ความโลภ โกรธ หลง ในคนหมู่มากนั้น จะยิ่งเพิ่มความวิกฤตให้เร็วขึ้น ซึ่งมนุษย์ต่างดาวเคยบอกไว้ว่า ในสมัยก่อน การรบราฆ่าฟันกันก็เคยมี แต่มันวิกฤตเพียงด้านเดียว คือด้านจิตใจ แต่ธรรมชาติยังไม่วิกฤต จึงยังรักษาสมดุลย์ไว้ได้ แต่ตอนนี้ มันวิกฤตพร้อมกันทั้ง 2 ด้าน คือทั้งด้านจิตใจ และธรรมชาติในส่วนรวม จึงยากที่จะเยียวยาได้

แต่ก็น่ายินดี ที่ในช่วงวิกฤตินี้ มีกลุ่มบุคคลจำนวนมาก ที่ยอมเสียสละเพื่อส่วนรวม มีความห่วงหาอาทรเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และปราถนาที่จะอุทิศตนเพื่องานนี้ ซึ่งกระแสแห่งเจตนาเพื่อช่วยเหลือส่วนรวมโดยมิได้หวังผลตอบแทนนี้ ก็เป็นกระแสของธรรมชาติ และเป็นกระแสเดียวกันกับที่มนุษย์ต่างดาวในโครงการนี้กำลังกระทำอยู่ จึงสามารถที่จะสื่อสารถึงกันได้ในกระแสเดียวกัน เหมือนคลื่นเดียวกัน จะสามารถสื่อสารถึงกันได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร 

ซึ่งเหมือนเป็นการเปิดกะลา ให้ออกมาดูโลกภายนอกอันกว้างใหญ่ เมื่อรับรู้ความเป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติแล้ว ก็เบื่อหน่ายที่จะยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้านี้ 

ดังนั้น สิ่งที่พระพุทธองค์ ท่านทรงตรัสสอนมนุษย์นั้น ท่านนำมาแค่ใบไม้กำมือเดียว ก็คือสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับมนุษย์เท่านั้น ที่ท่านนำมาตรัสสอน แล้วใบไม้ทั้งป่าที่พระพุทธองค์ตรัสรู้แล้ว จะมีอะไรบ้างนั้น มนุษย์ไม่อาจรู้ได้ เพราะถ้ารู้แล้วไม่ช่วยให้ดับทุกข์ได้ พระพุทธองค์ท่านก็ไม่นำมาสั่งสอน เพราะไม่จำเป็น

มนุษย์ต่างดาวกล่าวว่า พวกเขาเป็นใบไม้นอกกำมือ เป็นใบไม้ที่อยู่ในป่า ก็คือธรรมชาติที่กว้างใหญ่ สิ่งที่มนุษย์คิดว่าไม่มี ไม่น่าเป็นไปได้ ไม่น่าเชื่อ ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งหมด เพราะทุกอย่างมีอยู่แล้วในธรรมชาติ ดังนั้น สิ่งที่มนุษย์ยังไม่รู้มีอีกมากมายนัก ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ก็เป็นกฏของธรรมชาติ กฏของจักรวาลอันยิ่งใหญ่ ที่มนุษย์ยังไม่เข้าใจ และคาดการณ์ไปต่าง ๆ นานานั่นเอง

ดังนั้น ด้านบนเขากะลา จึงมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางนาคปรก ประดิษฐานอยู่ เป็นสัญลักษณ์ผู้มีความเจริญทางจิตสูงสุดนั่นเอง

- ด้านซ้ายก็ยังเป็นเขารูปพระนอน ซึ่งมนุษย์ต่างดาว บอกว่า ก็เป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่ง ของผู้นำสูงสุดทางจิตบนโลกนี้ ซึ่งเขากะลาแห่งนี้ อยู่ ต.พระนอน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เขตติดต่อกับ อ.ท่าตะโก นครสวรรค์ บางท่านอาจจะนึกว่าอยู่ อ.ท่าตะโก เพราะเป็นเขตติดต่อกัน 

- ด้านขวา ก็เป็นภูเขารูปปิรามิด เป็นสัญลักษณ์ของผู้เดินทางมาจากดวงดาราต่าง ๆ ซึ่งมนุษย์เป็นผู้ตั้งชื่อให้กับเขา เราเรียกดาวดวงนี้ว่า ดาวอังคาร ดาวศุกร์ ดาวพลูโต ดาวลูกไก่ เขาบอกว่า เขาไม่ได้ชื่ออย่างนั้นหรอก แต่เมื่อมนุษย์เรียกเขาอย่างนั้น เมื่อเขามาจากดาวดวงนั้น เขาก็ต้องบอกว่าชื่อนั้นอย่างที่เราเรียกเขา จะได้สื่อสารตรงกันว่า มาจากดาวดวงนั้นนั่นเอง

- ก็คงเหมือนโลกเรา ประเทศไทยเรียก น้ำ ประเทศอเมริกาเรียก วอเตอร์ ประเทศอื่น ๆ ก็เรียกต่างกันไป ดังนั้น เมื่อคนที่รู้หลายภาษา ไปยังประเทศไหน ก็เรียกชื่ออย่างที่ประเทศนั้นใช้เรียก เพื่อจะได้เข้าใจตรงกัน

ดังนั้น กลุ่มผู้ฝึกฯ จึงถูกฝึกฯ อบอวลอยู่ท่ามกลางธรรมะ คือกฏแห่งกรรม และกฏธรรมชาติ ไปพร้อม ๆ กัน

การจัดวางสถานที่แห่งนี้ ต้องอยู่ใกล้แหล่งน้ำขนาดใหญ่ เพราะยานฯ ที่เดินทางมาจากบางดวงดาวมาด้วยยานที่เป็นวัตถุ และเดินทางเข้า -ออก ผ่านอุโมงค์แสง หรือรูหนอน ที่อยู่บริเวณเขากะลา จึงต้องนำยานมาอาศัยอยู่ในที่เย็นในช่วงกลางวัน ดังนั้น จึงต้องมีบึงบอระเพ็ดอยู่ตรงจุดนี้ด้วยเพราะเป็นจุดพักยานฯ ซึ่งเป็นจุดที่เห็นวัถตุบินขึ้น - ลง เสมอ 

เมื่อยืนบนเขากะลา จะมองเห็นบึงบอระเพ็ดชัดเจน ดังนั้น คนที่มาเขากะลาจึงชอบมายืนดูวิวด้านหน้า หันไปทางบึงบอระเพ็ด เพราะจะเห็นดวงไฟลึกลับลอยขึ้นมาจากบึงบอระเพ็ดบ่อยครั้ง และบางคราวก็สามารถบันทึกภาพไว้ได้ด้วย ซึ่งลอยเป็นดวงไฟสีส้มขึ้นมาจากบึงบอระเพ็ด พอขึ้นมาอยู่กลางท้องฟ้า ก็เปลี่ยนเป็นไฟกระพริบหมุนรอบ และลอยผ่านศรีษะผู้ที่ยืนดูอยู่บนเขาไป บันทึกภาพได้โดยคุณอนวัช จากกรุงเทพฯ

ด้านหลังเขากะลา จะเป็นลานหิน ซึ่งเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ วางซ้อนกันไว้โดยแต่ละก้อนไม่ติดกัน วางเทินอยู่อย่างนั้น มีถ้ำ และมีรอยเท้า 2 รอย ฝังอยู่ในหิน ซึ่งมนุษย์ต่างดาวบอกว่า เป็นการจำลองพระพุทธบาทของพระพุทธองค์มาไว้ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนองค์ของท่าน ให้มนุษย์ที่มีเจริญทางจิตทั้งหลาย จะได้ก้าวตามรอยพระบาทของพระพุทธองค์กลับคืนสู่ธรรมชาติกันเสียที

มีถ้ำ มีเมืองลับแลอยู่โดยรอบเขากะลา เพราะคนที่หมู่บ้านนี้ เมื่อเข้ามาหาหน่อไม้บริเวณเขาแห่งนี้ จะได้ยินเสียงดนตรีโบราณ ปี่พาทย์ และกลิ่นหอมลอยออกมาจากเขาเสมอ จนเป็นที่เลื่องลือ

และจุดนี้ ก็เป็นจุดที่มนุษย์ต่างดาวได้เปิดมิติเตรียมการไว้นานแล้ว เพื่อการเดินทางเข้าออกของสมาชิกกลุ่มสากล แม้จะมีหลายสถานที่บนโลกใบนี้ แต่ที่เขากะลาก็เป็นจุดสำคัญจุดหนึ่ง ในโครงการนี้

ดังนั้น ถ้าไม่มีการจัดวางล่วงหน้ามาหลายร้อยปี ไม่มีทางที่มนุษย์จะหาสถานที่แบบลงตัวเช่นนี้ได้

และนี่คือ ที่มาของ “เขากะลา” ที่หลายคนสงสัย เพราะการวางสถานที่ การวางตัวบุคคลที่จะลงมาเกิด ตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ รุ่นลูก และรุ่นที่จะมาร่วมเข้าฝึกสื่อสารฯ กลุ่มบุคคลเพื่อช่วยเหลือภัยพิบัติ และรุ่นฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ มีการวางไว้ล่วงหน้าแล้วหลายร้อยปี 

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเขากะลาในเบื้องต้น อาจพอเทียบเคียงกับหลายบุคคล ที่เคยสงสัยว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ทำไมต้องเห็น ทำไมต้องมาติดต่อ เพราะก่อนลงมาเกิด ก็มีการขันอาสากันมาแล้ว ไม่ว่าจะอาสามาในรูปแบบใด เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ย่อมจำไม่ได้ แต่เมื่อถึงเวลา ผู้รู้ก็ต้องสื่อสารลงมา ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารจากเทพ จากเทวดา หรือจากมนุษย์ต่างดาว ก็จะเป็นการสื่อสารเพื่อดำเนินโครงการช่วยเหลือมนุษย์ทั้งสิ้น


ภูเขารูปกะลาคว่ำ มีพระพุทธรูปปางนาคปรกอยู่บนเขา

ด้านบนเขากะลา พระพุทธรูปปางนาคปรก

ด้านซ้าย รูปพระนอน

ด้านขวามือ ภูเขารูปปิรามิด

ด้านหน้า ภูเขารูปจานบิน

ด้านหน้าซ้าย บึงบอระเพ็ด

ด้านหลัง เป็นลานหินก้อนใหญ่วางเทินซ้อนกัน

ด้านล่าง เป็นถ้ำไม่ลึกนัก

ด้านล่าง รอยพระพุทธบาท 2 รอย ฝังอยู่ในลานหิน

(ขอขอบคุณ กลุ่มพลังจิตพิชิตภัยพิบัติ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อภาพที่บันทึกไว้เมื่อเดินทางไปเยือนเขากะลา เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2550 ที่ผ่านมา)

Comments