อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มนุษย์ต่างดาว

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มนุษย์ต่างดาว

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มนุษย์ต่างดาว มีหลักฐานสนับสนุนมากมาย ทฤษฎีมนุษย์ต่างดาวช่วยเหลือฮิตเลอร์เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เรื่องราวอาณาจักรไรช์ที่ 3 เเห่งเเอนตาร์กติกา ในการดำเนินการวิจัยของนาซี เเผนการของนาซีคอนข้างชัดเจน ทั้งอุดมการณ์ของนาซี เเละเทคโนโลยีดูเหมือนว่า ยังคงเพรียบพร้อม เเละเจริญรุ่งเรืองขึ้น เทคโนโลยีนาซียังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อโลกยุคปัจจุบัน

สัญลักษณ์สวัสติกะ

สวัสติกะ (Swastika) เครื่องหมายกากบาทที่ตรงส่วนปลายทำมุมฉากหรือเอียง เครื่องหมายสวัสติกะมีการใช้เป็นสัญลักษณ์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก พบได้ในวัฒธรรมทั่วโลก เช่น อิยิปต์โบราณ, อินเดียโบราณ, กรีซโบราณ, เมโสอเมริกา, เมโสโปเตเมีย, บาบิโลเนีย เป็นต้น เเละปรากฏในศาสนา เช่น ศาสนาคริสต์, ศาสนาพุทธ, ศาสนาฮินดู, ศาสนาเชน, ศาสนายิว เป็นต้น คำภีร์สันสกฤตโบราณอธิบายว่า สวัสดิกะ หมายถึง ความมีชีวิต ความกระตือรือร้น ความมีอำนาจ ความแข็งแกร่ง และความโชคดี พระพุทธเจ้า (Gautama Buddha) สัญลักษณ์สวัสดิกะปรากฏบนหน้าอกพระพุทธรูป พระพรหมฮินดู (Brahma) สัญลักษณ์สวัสดิกะปรากฏในโบสถ์ที่อุทิศให้เเก่สิ่งมีชีวิตจากนอกโลก ทวีปยุโรปรู้จักสวัสดิกะในสัญลักษณ์ของนาซีเยอรมนี

ค.ศ. 1920 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำพรรคนาซี เริ่มต้นออกแบบธงประจำพรรคนาซี โดยใช้ธงที่มีพื้นหลังสีแดง วงกลมสีขาว และสัญลักษณ์สวัสดิกะสีดำตรงกลาง โดยฮิตเลอร์ได้เขียนหนังสือการต่อสู้ของข้าพเจ้า (Mein Kampf) ว่า สีบนพื้นธงได้แสดงความเชื่อมโยงถึงจักรวรรดิเยอรมนี สีขาวหมายถึงชาตินิยม สีแดงหมายถึงสังคมนิยม และเครื่องหมายสวัสดิกะหมายถึงเชื้อชาติอารยัน

มาเรีย ออร์ซิค ผู้มีพลังจิต

ค.ศ. 1871-1945 องค์กรรีวิว (VRIL) เป็นองค์กรลับในเยอรมนี

ค.ศ. 1927 ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ (Heinrich Himmler) ผู้บัญชาการหน่วยเอ็สเอ็ส ตามหาผู้มีพลังพิเศษจนได้เจอมาเรีย ออร์ซิค (Maria Orsic) ผู้มีพลังจิต สมาชิกองค์กรรีวิว ซึ่งเธอสามารถติดต่อมนุษย์ต่างดาวได้จากดาวอัลดาบาราน (Aldebaran) ที่อยู่ห่างจากโลกราว 68 ปีแสง เเละสามารถใช้พลังจิตควมคุมจานบินได้ เธอเล่าว่า เผ่าพันธุ์ชั้นสูงที่อยู่กาเเล็กซี่อันไกลโพ้นเคยมายังโลก เผ่าพันธุ์ชั้นสูงมีเชื้อสายกับมนุษย์บนโลก เพื่อสร้างเผ่าพันธุ์ที่เหนือกว่า เผ่าพันธุ์ชั้นสูงคือเผ่าพันธุ์อารยัน เเละปีสุดท้ายของสงครามโลกเธอได้หายตัวไปอย่างลึกลับ

จานบินนาซีเยอรมนี

ค.ศ. 1933 ฮิตเลอร์ นายกรัฐมนตรี เข้าบริหารประเทศเยอรมนี เปลื่ยนธงชาติเยอรมนีเป็นธงชาตินาซีเยอรมนี ประกาศใช้ธงสวัสดิกะเป็นธงประจำชาติเยอรมนี

ค.ศ. 1934 ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีเยอรมนี มอบหมายงานให้นักโบราณคดี (Nazi archaeology) เดินทางไปประเทศอินเดีย, ปากีสถาน, ทิเบต, อิสราเอล เพื่อศึกษาคำภีร์โบราณ เเละหาวัตถุสิ่งของโบราณ เช่น จอกศักดิ์สิทธิ์ (Holy Grail), หีบแห่งพันธสัญญา (Ark of the Covenant), หอกแห่งโชคชะตา (Holy Lance) โดยฮิตเลอร์เชื่อว่า ถ้าหากได้ครอบครองจะสามารถชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้

ค.ศ. 1935 ฮิมเลอร์ ผู้บัญชาการหน่วยเอ็สเอ็ส ก่อตั้งองค์กรอาห์เนเนอร์เบอ (Ahnenerbe) เป็นองค์กรที่มีนักวิทยาศาสตร์กับนักโบราณคดี เพื่อทำการวิจัยเกี่ยวกับพันธุ์ศาสตร์, ภูมิรัฐศาสตร์, นิรุกติศาสตร์, มานุษยวิทยา, เทววิทยา, โบราณคดี, เทพนิยาย, เวทมนตร์คาถา โดยฮิมม์เลอร์เชื่อว่า ชาวเยอรมันคือชาวแอตแลนติส เพื่อการนี้จึงต้องค้นหาจุดกำเนิดของสายเลือดเผ่าพันธุ์อารยันที่สูงส่ง

พิมพ์เขียวจานบินเยอรมนี

ค.ศ. 1936 เครื่องบินทรงกลมขนาดใหญ่รูปทรงคล้ายจาน มีตรงกลางนูนสีเงินตกลงป่าดำเยอรมนี (Black Forest Germany) ชาวบ้านเมืองไฟรบวร์ค (Freiburg) พบเห็นควันลอยขึ้นออกมาจากป่าดำ ต่างพากันมาดูที่เกิดเหตุด้วยความสังสัย ไม่นานนัก 2-3 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเอสเอสก็เข้าควมคุมที่เกิดเหตุ ปิดล้อมอย่างรวดเร็วจนไม่รู้ว่าอะไรตกที่ป่าดำ พยานผู้พบเห็นต่างเล่ากันว่าจานบินตก หนังสือพิมเยอรมนีเสนอข่าวในเวลานั้น คำว่ายูเอฟโอยังไม่มีใครรู้จัก จึงเรียกว่าเหตุการนี้ว่า จานบินตกป่าดำ เจ้าหน้าที่ทหารเก็บกู้ชิ้นส่วนจานบินเสร็จ ส่งไปให้วิศวกรนาซีศึกษาที่ปราสาทไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg Castle) ป้อมปราการริมฝั่งแม่น้ำไรน์ ปราสาทหลังนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงวิจัยพลังงานเเม่เหล็กไฟฟ้า เเละวิจัยอากาศยานต้านเเรงโน้มถ่วง

โครงการดีก็อก

วิศวกรนาซีศึกษาชิ้นส่วนจานบิน ชิ้นส่วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการเคลื่อนที่ มีเครื่องกำเนิดต้านเเรงดึงดูดไม่เหมือนเทคโนโลยีใดบนโลก ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ ผู้บัญชาการหน่วยเอสเอส ส่งรายงานเรื่องนี้ไปถึงอดอฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซี ให้อนุมัติสร้างโครงการลับที่ชื่อว่า ดีก็อก (Die Glocke) เพื่อพัฒนาอากาศยานรวมไปถึงเรื่องมิติกาลเวลา

ฮอร์เทิน โฮ 229

โครงการดีก็อก (Die Glocke) คือโครงการศึกษาพัฒนาอากาศยานเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลา เเละสร้างอากาศยานยูเอฟโอ นาซีเยอรมนีช่วงปลายสงครามโลก มีการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานที่สามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับเรดาห์ได้ หรือเรียกว่าเครื่องบินสเตลท์ในปัจจุบัน อากาศยานที่นาซีเยอรมนีสร้าง เช่น HO 229, Me 163, Horten H.XVIII เป็นต้น

โครงการเดอะเบลล์

โครงการเดอะเบลล์ (The Bell) อากาศยานคล้ายระฆังเป็นส่วนหนึ่งในโครงการดีก็อก เดอะเบลล์ถูกสร้างขึ้นเพื่อเดินทางข้ามเวลากลับไปสู่อดีต เพื่อเเก้ไขข้อผิดพลาดที่นาซีเยอรมนีโจมตีสหภาพโซเวียต เป็นผลให้สถานการตอนนั้นจากฝ่ายนาซีรุกกลับมาเป็นฝ่ายตั้งรับ เพราะเหตุนี้ ฮิตเลอร์จึงต้องการใช้เดอะเบลล์เพื่อกลับไปเเก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต เทคโนโลยีเดอะเบลล์ คือ ต้องมีความเข้าใจเรื่องเเรงโน้มถ่วงกับเเม่เหล็กไฟฟ้า ต้องสร้างสนามเเม่เหล็กไฟฟ้าอย่างถูกต้อง เเละต้องควมคุมสนามเเม่เหล็กไฟฟ้าให้ได้ เช่น หยุดมัน สั่นสะเทือนมัน จะได้ปรากฏการที่นำไปสู่การพัฒนาเรื่องมิติเวลาที่มากขึ้น เช่น ของหายไป เเละกลับมาใหม่ได้ ก่อนสิ้นสุดสงครามโลก เดอะเบลล์พัฒนาไม่เสร็จสมบูรณ พิมเขียวเเบบร่างถูกกองทัพสหรัฐเข้าควมคุม เเละเก็บกวดไปหมด

เรือดำนํ้านาซีเยอรมนีไปทวีปแอนตาร์กติกา

ค.ศ. 1937 ฮิตเลอร์เริ่มมีความคิดอยากจะรุกรานประเทศอื่น ฮิตเลอร์สั่งเริ่มปฏิบัติการสะสมอาวุธ ฮิตเลอร์มั่นใจในการวางเเผนยุทธศาสตร์ทางการทหาร

ค.ศ. 1938 ฮิตเลอร์สั่งเจ้าหน้าที่ระดับสูง ทหาร วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ ให้นั่งเรือดำนํ้าเดินทางไปบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่ทิศตะวันออกของทวีปแอนตาร์กติกา มีชื่อว่า นิวสวาเบียใหม่ (Neuschwabenland) รหัสฐาน 221 ซึ่งถูกสร้างเป็นฐานทัพใต้ดินลับสุดยอด เพื่อเป็นที่หลบภัยเเก่ฮิตเลอร์ เเละมีการวิจัยเรื่องทฤษฎีโลกกลวง (Hollow Earth) โดยฮิตเลอร์เชื่อว่า มีทางเข้าไปสู่โลกอื่นอยู่ เเละโลกใบนี้อาจมีโพรงอยู่ข้างใน ซึ่งอารยธรรมขั้นสูงอาจอยู่ใต้โลก ฮิตเลอร์อยากจะติดต่อด้วย

ค.ศ. 1939 ฮิตเลอร์สั่งทหารบุกประเทศโปเเลนด์ จุดเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 2

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
บิดาแห่งฟิสิกส์สมัยใหม่ เยอรมนี
ภาพ : wikipedia

ค.ศ. 1940 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) (ค.ศ. 1879-1955) บิดาแห่งฟิสิกส์สมัยใหม่ ส่งจดหมายถึงประธานาธิบดี แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) กล่าวว่า เยอรมนีมีความสามารถในการทำลายล้างสูง ความก้าวหน้าของเยอรมนีอาจนำไปสู่การสร้างระเบิดใหม่ที่ทรงพลังมาก ถ้าสำเร็จพิษกัมมันตรังสีในชั้นบรรกาศจะทำลายล้างทุกชีวิตบนโลกใบนี้

แวร์เนอร์ ไฮเซินแบร์ก
บิดาเเห่งกลศาสตร์ควอนตัม เยอรมนี
ภาพ : wikipedia

ค.ศ. 1941 แวร์เนอร์ ไฮเซินแบร์ก (Werner Heisenberg) (ค.ศ. 1901-1976) บิดาเเห่งกลศาสตร์ควอนตัม กล่าวว่า ฮิตเลอร์บ้าคลั้ง ถ้านำอาวุธนิวเคลียร์ให้ฮิตเลอร์ไป โลกจะถึงจุดจบ โครงการพัฒนานิวเคลียร์จึงหยุดพัฒนา ประวัติศาสตร์เขียนผิดพลาดช่วงท้ายสงครามโลก นาซีเยอรมนีไม่ได้ยอมเเพ้สงคราม สิ่งที่เห็นไม่ใช่อย่างที่ประวัติศาสตร์เขียน ในปีสุดท้ายของสงครามโลก เรือดำนํ้า 2 ลำ ได้บรรทุกนักวิทยาศาสตร์กับวิศวกรบางส่วนไปประเทศอาร์เจนตินา เพื่อรวมตัวกันไปทวีปเเอนตาร์กติกา

ดาวเทียมเเสงเลเซอร์

ค.ศ. 1942 ฮิตเลอร์ต้องการที่จะชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ชอบฝันถึงนิยายวิทยาศาสตร์ โดยฮิตเลอร์สั่งให้วิศวกรนาซีทำโครงการเเบบในนิยายวิทยาศาสตร์ เช่น สร้างดาวเทียมเเสงเลเซอร์, สร้างจานบิน, สร้างประตูมิติกาลเวลา เพื่อเเก้ไขประวัติศาสตร์ที่ฮิตเลอร์สั่งการบุกโจมตีสหภาพโซเวียต ทำให้สูญเสียทหารนับล้านนาย อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีจานบินของนาซีเยอรมนีไม่สามารถพัฒนาให้ใช้งานได้ทัน เพราะนาซีเยอรนีพ่ายแพ้ต่อสงครามเสียก่อน ทำให้โครงการทั้งหมดหยุดชะงัก วิศวกรนาซีที่เกี่ยวข้องถูกจับเป็นเชลย เทคโนโลยีที่สำคัญล้วนเเล้วเป็นประโยชน์ต่อประเทศมหาอำนาจ สหภาพโซเวียตกับสหรัฐอเมริกาได้นำเหล่าวิศวกรนาซีมาประเทศของตน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทางการทหาร

ค.ศ. 1943 วิศวกรนาซีสร้างสรรค์อากาศยานที่สามารถต้านทานแรงโน้มถ่วง ภายใต้โครงการของนายพลฮานส์ แคมม์เลอร์ (Hans Kammler) หัวหน้าวิศวกร จานบินถูกสร้าง 2 ลำ พัฒนาเกือบเสร็จสมบูรณ์ กำลังประกอบใกล้เสร็จเหลือแต่เพียงติดเครื่องต้านเเรงโน้มถ่วง

ปฏิบัติการไฮจัมพ์

ค.ศ. 1944 ฮิตเลอร์สั่งเริ่มปฏิบัติการทำลายโครงสร้างอุตสาหกรรมเยอรมนี เเละทำลายเอกสารโครงการลับที่สำคัญทั้งหมด

ค.ศ. 1945 สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐสอบสวนอาชญากรสงครามนาซี นายพลนาซีเยอรมนี กล่าวว่า ดาวเทียมเเสงเลเซอร์ (Sun Gun) จะเสร็จสมบูรณ์ภายใน 50-100 ปี ข้างหน้า จนถึงปัจจุบันนี้เรื่องนี้ก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่า มีจริงหรือไม่ ภายหลังจึงมีการทำการ์ตูน เเละภาพยนตร์เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก

ค.ศ. 1946 ปฏิบัติการไฮจัมพ์ (Operation Highjump) การเดินทางสู่ทวีปแอนตาร์กติกาของกองทัพเรือสหรัฐ นำโดยพลเรือตรี ริชาร์ด อี. เบิร์ด (Richard E. Byrd) เป็นการเดินทางที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน ใช้เวลาเดินทาง 6-8 เดือน มีเฮลิคอปเตอร์, เครื่องบินทิ้งระเบิด, เรือบรรทุกเครื่องบิน, เรือดำน้ำ, เรือพิฆาต บุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 4,700 คน การเดินทางนำไปสู่ทฤษฎีสมคบคิด โดยพลเรือตรีเบิร์ดให้สัมภาษณ์กับนักข่าวบนเรือสั่งการ กล่าวว่า "เราอาจจะต้องเจอกับศัตรูที่สามารถเดินทางจากขั่วโลกหนึ่งสู่ขั่วโลกหนึ่งด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ถ้ามีสงครามครั้งใหม่ อาจจะต้องเจอกับวัตถุบินพวกนี้" ทำให้ปัจจุบันนี้ทวีปแอนตาร์กติกามีทฤษฎีสมคบคิดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฐานทัพของนาซีเยอรมนี ฐานทัพมนุษย์ต่างดาว ทฤษฎีโลกกลวง

ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี
เวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์
ภาพ : wikipedia

ค.ศ. 1948 วิศวกรนาซีเดินทางมายังประเทศสหรัฐ โดยมีกองทัพสหรัฐช่วยเหลือในชื่อรหัสลับว่า ปฏิบัติการลวดหนีกระดาษ (Operation Paperclip) วิศวกรที่มีชื่อเสียง เช่น แฮร์มัน โอแบร์ธ (Hermann Oberth), เวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์ (Wernher von Braun) เป็นต้น วิศวกรนาซีได้นำความลับเรื่องเทคโนโลยีต้านเเรงโน้มถ่วงมาด้วย ผลจากการวิจัยค้นคว้าอยู่ที่สหรัฐ เป็นความสำเร็จต่อมวลมนุษยชาติ คือ การส่งมนุษย์ขึ้นไปเดินบนดวงจันทร์เมื่อปี 1969

แฮร์มัน โอแบร์ธ (คนกลาง)
บิดาแห่งเทคโนโลยีจรวดข้ามทวีป เยอรมนี
ภาพ : wikipedia

แฮร์มัน โอแบร์ธ (Hermann Oberth) (ค.ศ. 1894-1989) ผู้พัฒนาจรวดข้ามทวีปถล่มลอนดอน ผู้พัฒนาจรวดแซทเทิร์น 5 (Saturn V) แสดงทรรศนะเกี่ยวกับข้อสมมุติฐานด้านพลังขับเคลื่อนของยูเอฟโอไว้ในบทความนิตยสารรายสัปดาห์อเมริกา เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 1954

ค.ศ. 1954 แฮร์มัน โอแบร์ธ นักบุกเบิกอวกาศ กล่าวว่า "ปัจจุบันเรายังไม่สามารถผลิตเครื่องยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนหรือบินได้เเบบยูเอฟโอ สันนิษฐานว่ายูเอฟโอคงจะบินไปในอวกาศได้ โดยอาศัยสนามแรงโน้มถ่วงเทียม สนามเเรงโน้มถ่วงเทียมจะทำให้ยูเอฟโอสามารถเปลี่ยนทิศทางได้ ยูเอฟโอสามารถผลิตประจุไฟฟ้าที่มีความถี่สูง เพื่อผลักแหวกอวกาศเปิดทางบินไปข้างหน้า และยังมีเครื่องกำเนิดสนามแม่เหล็กที่มีอิทธิพลต่อไอออไนซ์ นอกจากนี้ ยังทำให้ยานสว่างเจิดจ้าผิดปกติ ยูเอฟโอสามารถบินแบบไม่มีเสียง มีการติดต่อกับยูเอฟโอในเชิงวิทยาศาสตร์แล้ว เป็นที่ทราบกันว่าโลกเราไม่สามารถพัฒนาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ได้โดยลำพัง เราควรได้รับการช่วยเหลือจากมนุษย์โลกอื่นที่มีอารยธรรมสูงกว่าเรา"

เวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์
บิดาแห่งเทคโนโลยีจรวด เยอรมนี
บิดาแห่งจรวดอวกาศ สหรัฐอเมริกา
ภาพ : wikipedia

เวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์ (Wernher von Braun) (ค.ศ. 1912-1977) ผู้พัฒนาจรวด V-1 flying bomb, V-2 rocket, จูปิเตอร์-ซี (Jupiter-E), เอกซ์พลอเรอร์ 1 (Explorer 1) ดาวเทียมดวงแรกของสหรัฐ, จรวดแอสราส (Atlas) ในโครงการเมอร์คิวรี่ (Mercury) เพื่อส่งชาวอเมริกันคนแรกขึ้นสู่วงโคจรของโลก, จรวดไททัน (Titan) ในโครงการเจมินี่ (Gemini), จรวดแซทเทิร์น 5 (Saturn V) ส่งมนุษย์ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์, ผู้อำนวยการศูนย์การบินอวกาศมาร์แชล, ผู้อำนวยการโครงการอพอลโล (Apollo)

ค.ศ. 1959 เวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์ นักบุกเบิกอวกาศ กล่าวว่า "บัดนี้ผม เเละนาซ่ากำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มอำนาจใหม่จากนอกโลก ซึ่งแข็งแกร่งกว่าเรามาก มีฐานปฏิบัติการที่เราไม่อาจทราบได้ นอกจากนั้นผมไม่สามารถบอกได้ว่า ปัจจุบันเราได้เข้าไปใกล้ชิดติดต่อกับกลุ่มอำนาจใหม่นี้แล้วรึยัง"

ค.ศ. 1960 เวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์ นักบุกเบิกอวกาศ กล่าวว่า "นาซีมีโครงการสร้างดาวเทียมเเสงเลเซอร์ (Sun Gun) ดาวเทียมที่อยู่นอกโลกสามารถยิงเลเซอร์มาถึงพื้นดินอังกฤษ สหรัฐอเมริกา เเละสหภาพโซเวียตได้ โดยอาศัยการผลิตความร้อนให้มากพอที่จะทำให้มหาสมุทรต้มหรือเผาเมือง ภายหลังนาซีเเพ้สงครามโลก วิศวกรนาซีเเบ่งกันเป็นหลายส่วน บางส่วนเดินทางไปสหรัฐกับโซเวียต ที่เหลือบางส่วนไม่โดนจับกุมตัวขึ้นเรือดำนํ้าไปทวีปเเอนตาร์กติกา"

เหตุการยูเอฟโอตกเคกส์เบิร์ก

ค.ศ. 1965 เหตุการยูเอฟโอตกเคกส์เบิร์ก (Kecksburg UFO incident) วิศวกรนาซีประจำการอยู่ที่ทวีปเเอนตาร์กติกา พัฒนาส่งดาวเทียมเเสงเลเซอร์ขึ้นไปวงโคจรโลกได้สำเร็จ เเต่เทคโนโลยีไม่สมบูรณ์ จึงตกลงสู่สหรัฐอเมริกาในวันที่ 9 ธันวาคม 1965 เมืองเคกส์เบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ลักษณะคล้ายกับระฆังสีส้มหรือผลต้นโอ๊ก เป็นดาวเทียมของนาซีที่ไม่ยอมเเพ้สงคราม เพราะนาซีเเอบพัฒนาอย่างลับๆ โดยทำงานอยู่ทวีปเเอนตาร์กติกา นํ้าเเข็งปกคลุมเเม้เเต่ดาวเทียมก็ไม่สามารถส่องดูได้

ค.ศ. 1969 พลอากาศเอก ซามูเอล ซี. ฟิลลิปส์ (Samuel C. Phillips) ผู้อำนวยการนาซ่า ผู้บัญชาการทหารอากาศเเห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า "ผมไม่คิดว่ามนุษย์จะเดินทางมาถึงดวงจันทร์ได้อย่างรวดเร็ว หากปราศจากความช่วยเหลือของเวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์"

ค.ศ. 1960-1969 มนุษย์ต่างดาวปรากฏตัวหลายครั้งในช่วงที่มนุษย์เริ่มสำรวจอวกาศ มีบันทึกการพบเห็นยูเอฟโอของนักบินอวกาศ มนุษย์ต่างดาวไม่ได้มายุ่งเกี่ยวใดๆ กับมนุษย์โลก เพียงเเต่มาดู เเละเเสดงความยินดีที่มนุษย์สามารถเดินทางไปดวงจันทร์ หรือดาวบริวารได้

พีระมิดเเห่งทวีปแอนตาร์กติกา

ค.ศ. 2002 กูเกิล เอิร์ธ (Google Earth) สามารถจับภาพพีระมิดเเห่งทวีปแอนตาร์กติกาได้ อยู่ที่พิกัด 79°58'39.2"S 81°57'32.2"W สร้างความเเตกตื่นให้เเก่นักวิจัยยูเอฟโอทั่วโลก

ช่องทางเข้าสู่โลกใต้ดินในทวีปแอนตาร์กติกา

ค.ศ. 2006 กูเกิ้ลเอิร์ธ (Google Earth Pro) สามารถจับภาพช่องทางเข้าสู่โลกใต้ดินในทวีปแอนตาร์กติกาได้ อยู่ที่พิกัด 66 36' 12.58"S 99 43' 12.72"E

ทางเข้าขนาดใหญ่ที่ทวีปแอนตาร์กติกา

ค.ศ. 2012 กูเกิ้ลเอิร์ธ (Google Earth Pro) สามารถจับภาพทางเข้าขนาดใหญ่ที่ทวีปแอนตาร์กติกา เป็นทางเข้าสู่โลกชั้นใต้ดินตามทฤษฎีโลกกลวง อยู่ที่พิกัด 80°34’08.4″S 30°05’19.3″W

ศตวรรษที่ 21 เรื่องราวทฤษฎีสบคบคิดถูกถ่ายทอดผ่านเรื่องแต่งต่างๆ ซึ่งปรากฏในนิยายวิทยาศาสตร์ การ์ตูน และภาพยนตร์ เนื้อหาทั้งหมดถือว่าเป็นความลับอย่างมาก เพราะมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ซึ่งทั้งหมดเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง ปัจจุบันมีข้อมูลอันน้อยนิด กาลเวลาได้ผ่านมายาวมากเเล้ว ปริศนาก็ยังไม่ถูกเปิดเผยทั้งหมด ดังคำกล่าวของจอมพล โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียต กล่าวว่า "ฮิตเลอร์หลบหนีไปได้" เเละคำกล่าวของจอมพล ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า "เราไม่พบศพฮิตเลอร์"