Posts

Showing posts from January, 2019

สมบัติลึกลับของอารยธรรมที่ไม่รู้จัก

Image
สมบัติลึกลับของอารยธรรมที่ไม่รู้จัก สมบัติลึกลับของอารยธรรมที่ไม่รู้จัก เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่ลึกลับมาก อารยธรรมที่ไม่เป็นที่รู้จัก สิ่งประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นด้วยทองคำจำนวนมหาศาล สัญลักษณ์ของอารยธรรมที่เป็นที่ไม่รู้จัก มีความเชื่อมโยงถึงอารยธรรมสุเมเรีย เเละอารยธรรมอียิปต์โบราณ เป็นของโบราณที่มีอายุเก่าเเก่เเต่กลับหายสาบสูญ ไม่มีใครพบเห็นอีกเลย สมบัติลึกลับของอารยธรรมที่ไม่รู้จัก ค.ศ. 1923 คาร์ลอส เครสปี (Carlos Crespi) นักบุญชาวอิตาเลียน เดินทางไปเมืองกูเองกา ประเทศเอกวาดอร์ เพื่อเผยเเผร่ศาสนาคาทอลิก ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เขากลายเป็นที่รักของชาวอินเดียเเดง จนกระทั่งชาวอินเดียเเดงมอบสมบัติอันมีค่าให้เขา เพื่อเป็นสิ่งของตอบแทน นักบุญเครสปีมีสมบัติโบราณสะสมถึง 50,000 ชิ้น สมบัติที่ได้รับมาจากชนพื้นเมืองหรือชาวอินเดียเเดง ถูกสร้างขึ้นโดยอารยธรรมโบราณที่ไม่รู้จัก โดยสมบัติทั้งหมดของเครสปีถูกเก็บไว้ในโบสถ์แห่งมาเรียออคซิเลียโดรา แต่แล้วในปี 1962 เกิดเพลิงไหม้ในโบสถ์ จนทำให้สมบัติที่เครสปีเก็บสะสมมาถูกทำลายเกือบทั้งหมด ค.ศ. 1976 สแตนลีย์ ฮอลล์ (Stanley Hall) นักโบราณคดี ตั้งคณะสำรว

อาวุธเอเลี่ยนบนดางอังคาร นาซ่าต้องระวัง

Image
อาวุธเอเลี่ยนบนดางอังคาร นาซ่าต้องระวัง ภาพ : nasa อาวุธเอเลี่ยนบนดาวอังคาร นาซ่าต้องระวัง ภาพถ่ายจากคลังนาซ่าดูแปลกประหลาด นักวิจัยยูเอฟโอเปรียบภาพถ่ายเสเหมือนกับอาวุธบางชนิด เช่น ปืนรถถัง, ปืนต่อต้านอากาศยาน, ปืนเลเซอร์ เป็นต้น เมื่อเห็นภาพเเล้ว ดูมีความคล้ายคลึงกับปืนใหญ่เป็นอย่างมาก ดูเหมือนว่า มีกระบอกปืนชี้ขึ้นมาจากพื้นผิวดาวอังคาร องค์การนาซ่ารู้เห็นเเล้ว กลัวรึเปล่า อยากจะสำรวจดาวอังคารต่อไปหรือไม่ อาวุธเอเลี่ยนบนดางอังคาร นาซ่าต้องระวัง ภาพ : nasa นาซ่าจะไม่บอกความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาค้นพบบนดาวอังคาร โดยมีรัฐบาลเงาควบคุมภาพที่เผยเเพร่ต่อสาธารณชนอย่างลับๆ อยู่ ซึ่งดาวอังคารมีความลับมากมาย องค์การนาซ่า และรัฐบาลเงารู้เรื่องนี้เเล้ว เเต่ปิดบังข้อมูลบนดาวอังคารจำนวนมากไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน อาวุธเอเลี่ยนบนดางอังคาร นาซ่าต้องระวัง ภาพ : nasa ในการวิเคราะห์ภาพที่เผยแพร่โดยองค์การนาซ่า ถูกนักวิจัยยูเอฟโอจับผิดภาพถ่ายมาโดยตลอด นักวิจัยยูเอฟโอขอเตือนนาซ่าว่า ชาวอังคารอาจมีอาวุธ และเป็นอันตราย รถแลนด์โรเวอร์คันต่อไปที่ส่งไปยังดาวอังคารอาจต้องติดตั้งอาวุธบางอย่าง หร

แสงจ้าแปลกๆ เห็นในภาพถ่ายจากดาวอังคาร

Image
แสงจ้าแปลกๆ เห็นในภาพถ่ายจากดาวอังคาร ภาพ : nasa กล้องนาซ่า (NASA) บนดาวอังคารได้จับภาพสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นแสงประดิษฐ์เล็ดลอดออกมาจากพื้นผิวของดาวอังคาร ภาพถ่ายโดยกล้องบนคิวริออสซิตี (Curiosity) องค์การนาซ่าระบุว่า มีจุดสว่างปรากฏในภาพถ่ายจริง มีความเป็นไปได้ทางหนึ่งคือ เกิดจากแสงดวงอาทิตย์สะท้อนเเสงมายังหิน ซึ่งทำให้เกิดเเสงประกายบนหิน เเละพื้นผิวดาวอังคารขึ้น แสงจ้าแปลกๆ เห็นในภาพถ่ายจากดาวอังคาร ภาพ : nasa นักวิจัยยูเอฟโอระบุว่า ลูกวงกลมสีขาวลึกลับเคลื่อนที่ไปรอบพื้นผิวดาวอังคาร รูปร่างคล้ายกันมากกับลูกกลมที่เห็นในรูปภาพอื่นๆ วัตถุนี้เคลื่อนที่ด้วยความมีสติปัญญา ไม่ใช่ความผิดปกติของกล้อง เเละไม่ใช่เกิดจากเเสงดวงอาทิตย์อย่างเเน่นอน อาจจะเป็นไปได้ว่า เป็นสิ่งมีชีวิตรูปเเบบใหม่ที่มนุษย์ไม่รู้จัก เเละนาซ่าพยายามศึกษาสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารอยู่ โดยที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน แสงจ้าแปลกๆ เห็นในภาพถ่ายจากดาวอังคาร ภาพ : nasa คลังจัดเก็บของนาซ่าเเสดงภาพความละเอียดสูงเผยให้เห็นแสงส่องสว่างเจิดจ้าบนดาวอังคาร ซึ่งเเสงที่เห็นอาจบ่งบอกว่า ชีวิตอัจฉริยะดำรงอยู่ใต้พื้นดินของดาวอังคาร

มนุษย์ต่างดาวลักพาตัวมนุษย์

Image
มนุษย์ต่างดาวลักพาตัวมนุษย์ สองสามีภรรยาตระกูลฮิลส์ (Hills Alien Abduction) เป็นเหตุการณ์แรกในประวัติศาสตร์ที่พบว่า เกิดเหตุการณ์มนุษย์ต่างดาวลักพาตัวมนุษย์ เป็นเรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อของสามีภรรยาคู่หนึ่ง ที่เป็นหลักฐานที่ดีที่สุดของการรักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวลักพาตัวมนุษย์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 1961 เวลา 4 ทุ่ม สามีชื่อบาร์นีย์ ฮิลส์ (Barny Hills) ภรรยาชื่อเบ็ตตี้ ฮิลล์ (Betty Hilly) ทั้งคู่เป็นสามีภรรยาชาวอเมริกัน ขณะขับรถไปพักผ่อนที่น้ำตกไนแอการา รัฐนิวแฮมป์เชียร์ แคนาดา สามีเป็นผู้ขับรถพบเห็นแสงไฟประหลาดลอยอยู่บนท้องฟ้า ทั้งคู่เห็นแสงไฟบินไปตลอดทาง จนกระทั่งเห็นแสงไฟลอยเข้ามาใกล้รถยนต์ จนทั้งคู่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถดัง ไม่นานทั้งคู่ก็พบว่า ตัวเองได้มาอยู่อีกสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าตัวเองมายังสถานที่นี้ได้อย่างไร ที่จำได้ล่าสุดคือ เห็นแสงไฟประหลาดลอยอยู่เหนือรถของทั้งคู่เท่านั้น มนุษย์ต่างดาวลักพาตัวมนุษย์ ก่อนที่ทั้งคู่จะรู้สึกตัวอีกครั้งทั้งคู่ก็อยู่อีกสถานที่เเห่งหนึ่งก็พบว่า ห่างจากจุดที่พบแสงประหลาดถึง 35 ไมล์ ซึ่งทั้งคู่เชื่อว่า มนุษย

นาซ่าเริ่มกังวล พืชเติบโตบนดาวอังคาร

Image
นาซ่าเริ่มกังวล พืชเติบโตบนดาวอังคาร ภาพ : nasa ภาพพิเศษจากคลังนาซ่า แสดงพืชเติบโตบนดาวเคราะห์แดง หรือดาวอังคาร ภาพที่เห็นถ่ายเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2017 โดยรถคิวริออสซิตี (Curiosity) ของนาซ่า (NASA) ขณะปฏิบัติภารกิจบนพื้นผิวดางอังคาร แสดงให้เห็นพืชพันธุ์เติบโตในบริเวณเนินทรายบนดาวเคราะห์แดง นาซ่าเริ่มกังวล พืชเติบโตบนดาวอังคาร ภาพ : nasa พืชสีเขียวชอุ่มเติบโตบนดาวอังคาร มีความสูงเพียง 3 ฟุต คาดว่าน่าจะถูกนาซ่าตัด หรือโดนมนุษย์ชาวดาวอังคารทำลาย นาซ่ากำลังพยายามปกปิดการมีอยู่ของต้นไม้ด้วยเรื่องราวที่ซับซ้อนอย่างละเอียดสำหรับสิ่งที่เป็นจริง ปัจจุบัน องค์การนาซ่าสำรวจพื้นผิวของดาวอังคาร โดยมีรายละเอียด และภาพระยะใกล้ที่ไม่ธรรมดา เเต่ไม่เปิดเผยให้สาธารณชนทราบ นาซ่าเริ่มกังวล พืชเติบโตบนดาวอังคาร ภาพ : nasa นักวิจัยยูเอฟโอให้ตั้งคำถามว่า ภาพขาวดำเเสดงความผิดปกติเป็นข้อพิสูจน์ว่า ต้นไม้เติบโตบนดาวอังคารหรือไม่ กล้องที่นาซ่าใช้มีความละเอียดสูงระดับโลก เเต่ถ่ายภาพพบต้นไม้ หรือพืช หรือสิ่งมีชีวิต กลับเห็นไม่ชัดเจน นาซ่าพยายามปกปิดหลักฐานอะไรหรือไม่ อ้างอิง : nasa

โครงการฮาร์พ ควบคุมลมฟ้าอากาศ

Image
โครงการฮาร์พ ควบคุมลมฟ้าอากาศ โครงการฮาร์พ (Project HAARP) อยู่ที่รัฐอะแลสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา โครงการลับของกองทัพสหรัฐ มีการทำวิจัยแสงออโรราแบบตื่นตัวด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมผ่านชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ให้ดีขึ้น รวมทั้งวิจัยการค้นหาจรวดมิสไซล์ที่ยิงเข้ามาในรัศมีพื้นที่สหรัฐ เเละวิจัยเรื่องยิงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อทำให้เกิดภัยพิบัติบนพื้นที่ต่างๆ ของโลก เช่น ทำให้เกิดแผ่นดินไหว, นํ้าท่วม, ซึนะมิ, พายุเข้า, แห้งแล้ง, แผ่นดินยุบตัว, โคลนถล่ม, ไฟป่า, เป็นต้น โครงการฮาร์พ ควบคุมลมฟ้าอากาศ ภาพ : wikimedia โครงการฮาร์พมีเสาอากาศ 180 ต้น ความสูง 72 ฟุต มีการวิจัยสภาพชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ (Ionosphere) ที่ความสูง 100-350 กิโลเมตร มีการพัฒนาเครื่องมือเทคโนโลยีควบคุมภูมิอากาศ มีการยิงคลื่นวิทยุกำลังสูงขึ้นไปที่ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ เพื่อนำผลการศึกษามาปรับปรุงการติดต่อสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุ โดยอาศัยชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ เนื่องจากการติดต่อสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุบนโลกจะต้องอาศัยบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์เท่านั้น มีการวิจัยสร้างแผ่นดินไหว โด

โครงการดีก็อก เทคโนโลยีต้านเเรงโน้มถ่วง

Image
โครงการดีก็อก โครงการดีก็อก (Die Glocke) คือโครงการศึกษาพัฒนาอากาศยานยูเอฟโอ เเละศึกษาการเดินทางข้ามเวลา นาซีเยอรมนีช่วงปลายสงครามโลก มีการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานที่สามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับเรดาห์ได้ หรือเรียกว่าเครื่องบินสเตลท์ในปัจจุบัน อากาศยานที่นาซีเยอรมนีสร้าง เช่น HO 229,  Me 163, Horten H.XVIII เป็นต้น โครงการเดอะเบลล์ โครงการเดอะเบลล์ (The Bell) อากาศยานคล้ายระฆังเป็นส่วนหนึ่งในโครงการดีก็อก เดอะเบลล์ถูกสร้างขึ้นเพื่อเดินทางข้ามเวลากลับไปสู่อดีต เพื่อเเก้ไขข้อผิดพลาดที่นาซีเยอรมนีโจมตีสหภาพโซเวียต เป็นผลให้สถานการตอนนั้นจากฝ่ายนาซีรุกกลับมาเป็นฝ่ายตั้งรับ เพราะเหตุนี้ ฮิตเลอร์จึงต้องการใช้เดอะเบลล์เพื่อกลับไปเเก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต เทคโนโลยีเดอะเบลล์ คือ ต้องมีความเข้าใจเรื่องเเรงโน้มถ่วงกับเเม่เหล็กไฟฟ้า ต้องสร้างสนามเเม่เหล็กไฟฟ้าอย่างถูกต้อง เเละต้องควมคุมสนามเเม่เหล็กไฟฟ้าให้ได้ เช่น หยุดมัน สั่นสะเทือนมัน จะได้ปรากฏการที่นำไปสู่การพัฒนาเรื่องมิติเวลาที่มากขึ้น เช่น ของหายไป เเละกลับมาใหม่ได้ ก่อนสิ้นสุดสงครามโลก เดอะเบลล์พัฒนาไม่เสร็จสมบูรณ พิมเขียวเเบบร่าง

ฐานทัพโปรตอนดาวน์ อาวุธเคมีชีวภาพ

Image
ฐานทัพโปรตอนดาวน์ อาวุธเคมีชีวภาพ โปรตอน ดาวน์ (Porton Down) อยู่ที่เมืองวิธเชียร์ ประเทศอังกฤษ มีพื้นที่ 7,000 เอเคอร์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1916 โดยกองทัพอังกฤษใช้เป็นสถานที่ผลิตอาวุธเคมีชีวภาพ นักวิจัยยูเอฟโอเสนอว่า ฐานทัพโปรตอนดาวน์ยังคงทำการอยู่จนถึงปัจจุบัน เพื่อวิจัยทดสอบยา และทำการทดลองกับสัตว์อย่างลับๆ ฐานทัพโปรตอนดาวน์ อาวุธเคมีชีวภาพ ค.ศ. 1945-1989 ฐานทัพโปรตอนดาวน์ถูกใช้เป็นศูนย์วิจัยเคมี มีผู้คนกว่า 3,400 คน เข้าร่วมโครงการ โดยทั้งหมดเป็นอาสาสมัคร การเข้าร่วมโครงการมีเงื่อนไขว่า ต้องไม่บอกใครถึงการเข้าร่วมโครงการ อย่างไรก็ตาม เมื่อทำการทดลอง ผลการทดลองกับอาสาสมัครมีความรุนแรงมาก ถึงแม้จะใช้สารเคมีเพียงปริมาณเล็กน้อย ผลจากการเข้าร่วมโครงการมีอาการ เช่น ไข้ขึ้นสูง, อาการหอบ, สูญเสียการได้ยิน เป็นต้น มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นหลายครั้งด้วย เช่น นักวิทยาศาสตร์เสียชีวิต และมีการแพร่ละบาดของเชื้อไวรัสหลายครั้ง ค.ศ. 1950 ฐานทัพโปรตอนดาวน์ถูกชาวอังกฤษต่อต้านอย่างหนัก จากเหตุผลที่ฐานทัพใช้ผู้บริสุทธิ์ในการทดลองอาวุธเคมีชีวภาพ ยิ่งไปกว่านั้นหลังเสร็จสิ้นการทดลอง ผู้เข้ารับการทดล

กาลักมุล

Image
กาลักมุล ภาพ : wikimedia กาลักมุล (Calakmul) อยู่ที่รัฐกัมเปเช (Campeche) ประเทศเม็กซิโก เมืองมายาเเห่งกาลักมุล (Ancient Maya City of Calakmul) อยู่ลึกเข้าไปในป่าทึบ เขตร้อนใกล้ลุ่มน้ำเปเตน ใกล้กับชายแดนประเทศกัวเตมาลา มีความเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์สูง ก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1100-1200 อารยธรรมมายามีความเจริญรุ่งเรือง มีพระมหากษัตริย์ปกครองเมือง แต่ชาวมายาไม่ได้รวมตัวกันเป็นเมืองหนึ่งเดียว โดยชาวมายาเเยกกันก่อสร้างเมือง มีวัฒนธรรมประเพณีเดียวกัน แต่ละเมืองเป็นอิสระต่อกัน มีการติดต่อไปมาหาสู่กันได้ ชาวมายาขยายอาณาเขตกินพื้นที่ประเทศในปัจจุบันของทวีปอเมริกากลาง 5 ประเทศ ได้เเก่ เม็กซิโก, กัวเตมาลา, เบลิซ, ฮอนดูรัส, เอลซัลวาดอร์ มีเมืองสำคัญคือ ตีกัล, อิตซา, ปาเลงเก้, โคปัน, เพเตน, อักซ์มัล, มายาปัน, ซีบิลชัลตุน ชาวมายามีความเจริญทางด้านดาราศาสตร์, คณิตศาสตร์, วิศวกรรมศาสตร์, สถาปัตยกรรมศาสตร์, ศิลปกรรมศาสตร์, อักษรศาสตร์. ปฏิทิน เป็นต้น ชาวมายาไม่มีเครื่องมือโลหะ และล้อเกวียนไว้ใช้งาน แต่ชาวมายาสามารถก่อสร้างพีระมิด และพระราชวังอันยิ่งใหญ่ เเละอนุสาวรีย์อันงดงามได้ ชาวมายาสร้างยอดพี

ช่องทางเข้าสู่โลกใต้ดินในทวีปแอนตาร์กติกา

Image
ช่องทางเข้าสู่โลกใต้ดินในทวีปแอนตาร์กติกา ภาพ : googlemaps ถํ้าขนาดใหญ่มีช่องทางเข้าปรากฏเด่นชัด สามารถมองเห็นได้ชัดเจนในภาพถ่ายดาวเทียมบนกูเกิ้ลเอิร์ธ (Google Earth Pro) อยู่ที่พิกัด 66 36' 12.58"S 99 43' 12.72"E ช่องทางเข้ามีความกว้าง 90 เมตร สูง 30 เมตร ปกคลุมด้วยน้ำแข็งหนา ลึกลงไปในถ้ำมีระบบนิเวศที่มีพืชเติบโต และมีสัตว์ที่สุญพันธุ์ไปเเล้ว หรืออาจมีสปีชีส์ที่หายาก เช่น ช้างแมมมอธ, ไดโนเสาร์ เป็นต้น ช่องทางเข้าสู่โลกใต้ดินในทวีปแอนตาร์กติกา ภาพ : googlemaps นักวิจัยยูเอฟโอเสนอว่า สัตว์ที่สุญพันธุ์ไปเเล้วอาจอยู่ภายใต้โลก โดยสามารถอยู่ได้ภายใต้ความอบอุ่นของภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ใจกลางโลก ภายใต้โลกมีอากาศ มีอ๊อกซิเจน สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ได้ ภาพกูเกิ้ลเอิร์ธเป็นการยืนยันว่า อาจมีฐานทัพลับที่เป็นที่หลบซ่อนตัวของมนุษย์ต่างดาว หรือสัตว์ที่สุญพันธุ์ไปเเล้วดำรงอยู่ หรืออาจเป็นฐานทัพลับนาซีเยอรมนีที่เคยสร้างเอาไว้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนถูกปล่อยทิ้งร้าง ช่องทางเข้าสู่โลกใต้ดินในทวีปแอนตาร์กติกา ภาพ : googlemaps เมื่อปี ค.ศ. 1946 ปฏิบัติการ ไฮจัมพ์ (Operat

นาซ่าสัมผัสสปีชีส์ที่หายากบนดาวอังคาร

Image
นาซ่าสัมผัสสปีชีส์ที่หายากบนดาวอังคาร ภาพ : nasa นาซ่าสัมผัสสปีชีส์ที่หายากบนดาวอังคาร นักวิจัยยูเอฟโอค้นพบภาพถ่ายจากคลังนาซ่าเเสดงให้เห็นสปีชีส์ที่หายากบินอยู่เหนือพื้นผิวดาวอังคาร ภาพขาวดำเเสดงความผิดปกติเป็นข้อพิสูจน์ว่า มนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่บนดาวอังคารหรือไม่ กล้องที่นาซ่าใช้มีความละเอียดสูงระดับโลก เเต่ถ่ายพบเจอสิ่งมีชีวิตกลับเห็นไม่ชัดเจน นาซ่าสัมผัสสปีชีส์ที่หายากบนดาวอังคาร ภาพ : nasa นักวิจัยยูเอฟโอลงความเห็นว่า นาซ่าไม่อยากเปิดเผยภาพตรงๆ ก็เลยเเสดงภาพที่มีเค้าโครงให้เห็นเท่านั้น เเต่ภาพชัดจริงๆ นาซ่าปกปิดไว้อยู่ เพราะยังไม่ถึงเวลาที่มนุษยชาติจะได้รับรู้ความจริงว่า มนุษย์ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในจักรวาล นาซ่าสัมผัสสปีชีส์ที่หายากบนดาวอังคาร ภาพ : nasa ภาพเเสดงความผิดปกติเกิดจากอะไร ทำไมถึงมีภาพเเปลกๆ เช่น สีดำ มีเค้าโครง รูปร่าง นาซ่าบอกใบ้เเก่นักวิจัยยูเอฟโอหรือไม่ หรือกล้องของนาซ่าเเสดงภาพผิดพลาด คุณคิดว่า สิ่งที่เห็นในภาพเกิดจากอะไร อ้างอิง : nasa

โครงการไอซิส ค้นพบมัมมี่อายุ 13,000 ปี

Image
โครงการไอซิส ค้นพบมัมมี่อายุ 13,000 ปี โครงการไอซิส (Project ISIS) คือโครงการลับที่รวบรวมนักวิทยาศาสตร์สหภาพโซเวียต และผู้เชี่ยวชาญด้านการทหาร โดยสหภาพโซเวียตแสวงหาเทคโนโลยีจากนอกโลก เพื่อนำมาใช้ในทางการทหาร ซึ่งโครงการไอซิสดูแลโดยหน่วยสืบราชการลับเคจีบี (KGB) ภารกิจหลักคือ ค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก โครงการไอซิส ค้นพบมัมมี่อายุ 13,000 ปี ค.ศ. 1961 ภายใต้หน่วยสืบราชการลับเคจีบีได้รับการช่วยเหลือจากประธานาธิบดี ญะมาล อับดุนนาศิร (Gamal Abdel Nasser) ของอียิปต์ ระหว่างการค้นหาร่องรอยสิ่งมีชีวิตนอกโลก ประเทศอียิปต์ ณ ที่ราบสูงเเห่งกีซ่า เจ้าหน้าที่เคจีบีค้นพบกล่องปริศนา 15 กล่อง ที่ถูกคาดว่าเป็นสมบัติ อยู่ภายในสุสาน เเละพบที่ฝังซากมัมมี่ที่มีความสูง 2 เมตร ในตอนแรกเมื่อเปิดหลุมศพขึ้นมา นักวิทยาศาสตร์ต้องพบกับก๊าซพิษบางอย่าง จนต้องรีบหนีออกไปจากสุสาน จากนั้นก็กลับมาพร้อมกับชุดป้องกันสารพิษ นักวิทยาศาสตร์ทำการตรวจสอบอายุมัมมี่ด้วยคาร์บอนพบว่า มัมมี่มีอายุ 13,000 ปี จากนั้น ทหารสหภาพโซเวียตย้ายมัมมี่ไปเก็บไว้ในที่ที่เป็นความลับสุดยอดที่มีแต่ทหารระดับสูงเท่านั้นที่เข้าถึงความลับนี้ได้

การติดต่อมนุษย์ต่างดาว

Image
การติดต่อมนุษย์ต่างดาว จากการวิเคราะห์ ทฤษฎีจักรวาลวิทยา ทฤษฎีบิ๊กแบง ผมคิดว่า การติดต่อมนุษย์ต่างดาวมีโอกาศเป็นไปได้ ผมคิดว่า ต้องมีมนุษย์ต่างดาว 1 ตน ที่สามารถพูดคุยกับผมได้ หรือพูดคุยผ่านการรู้สึกได้ หรือเรียกว่าพูดคุยผ่านจิตได้ ทฤษฎีมีดังนี้ ต้องมีมิติไหนสัก 1 เเห่ง จักรวาล 1 จักรวาล กาเเล็กซี่ 1 กาเเล็กซี่ ดวงดาว 1 ดวง ชีวิตมนุษย์ต่างดาว 1 ตน ที่ติดต่อผมได้ หรือพยายามติดต่อกับผมอยู่ เหมือนกับว่า ผมพยายามติดต่อมนุษย์ต่างดาว ก็มีมนุษย์ต่างดาวพยายามติดต่อกับผมเหมือนกัน ทฤษฎีการติดต่อมนุษย์ต่างดาวมีเหตุมีผล จักรวาลกว้างใหญ่ อัตตาการคำนวน การติดต่อ การพูดคุยระหว่างดวงดาวเกิดขึ้นได้ยากมาก เรียกได้ว่า 0.00 อนันต์ 1 % เลยทีเดียว โดยการติดต่อมนุษย์ต่างดาวยากมาก เเต่ก็เป็นไปได้ เพราะมีโอกาศ 0.00 อนันต์ 1% ครับ ทฤษฎีบิ๊กแบง กล่าวว่า การเกิดดวงดาวที่มีสิ่งมีชีวิต เช่น ดาวโลก มีโอกาศเกิดขึ้นในจักรวาล 0.00 อนันต์ 1 % ผมก็ใช้หลักการคิดการคำนวนเหมือนกันว่า การติดต่อมนุษย์ต่างดาวก็ต้องมีโอกาศ 0.00 อนันต์ 1 % ครับ การติดต่อมนุษย์ต่างดาวเกิดขึ้นยาก พอๆ กับคุยกับสัตว์ คุยกับต้นไม้ มนุษย์ค

ความมั่นคงสหรัฐอเมริกา เรื่องมนุษย์ต่างดาว

Image
ความมั่นคงสหรัฐอเมริกา เรื่องมนุษย์ต่างดาว ภาพ : wikipedia ความมั่นคงสหรัฐอเมริกา เรื่องมนุษย์ต่างดาว ฉบับเข้าใจง่าย อำนาจของสหรัฐอเมริกามี 2 ฝ่าย ดังนี้ 1. ริพับลิกัน ฝ่ายทหาร รัฐบาลเงา เน้นความมั่นคง 2. เดโมแครต ฝ่ายประชาธิปไตย เสรีภาพ เน้นเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างต่อสาธารณชน สีเเดง คือ รู้ความมั่นคงทั้งหมด สีฟ้า คือ ไม่รู้ความมั่นคง เพราะเน้นเรื่องเสรีภาพกับเศษฐกิจ ประธานาธิบดี แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ เดโมแครต ช่วงนั้นปรับปรุงเศษฐกิจ ฟองสบู่เเตก เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ชนะ เเต่ไม่ได้บัญชาการโดยตรง ไม่ได้เป็นผู้อนุมัติให้ทิ้งนิวเคลียร์ลงญี่ปุ่น เพราะอสัญกรรมก่อน ประธานาธิบดี แฮร์รี เอส. ทรูแมน เดโมแครต เป็นหุ่นเชิดของ ริพับลิกัน ผู้ก่อตั้งซีไอเอ (CIA) ผู้อนุมัติให้ทิ้งนิวเคลียร์ลงญี่ปุ่น ผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐบาลจริงๆ คือ จอมพล ไอเซนฮาวร์ เพราะเป็นผู้บัญชาการทหารในสงครามโลกครั้งที่ 2 ประธานาธิบดี จอมพล ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ริพับลิกัน ผู้ก่อตั้งนาซ่า (NASA) ทำสนธิสัญญาหลายเรื่อง ว่าด้วยเรื่องพระราชบัญญัติโดยรวมคร่าวๆ สรุปๆ ดังนี้ ประธานาธบดี เมื่อถึงเวลาที่สมควร

อพอลโล 12 ทีอาร์-3 แบล็ก แมนต้า

Image
อพอลโล 12 ทีอาร์-3 แบล็ก แมนต้า ภาพ : nasa สายข่าวจากวงในเปิดเผยเอกสารลับ ความมั่นคงโลกชั้นสูงสุด ภาพถ่ายเมื่อปี 1969 โดยอพอลโล 12 (Apollo 12) ขององค์การนาซ่า (NASA) ขณะปฎิบัติภารกิจบนดวงจันทร์ ภาพแสดงให้เห็นแสงไฟลึกลับ 3 ดวง ในรูปแบบสามเหลี่ยมอยู่เหนือดวงจันทร์ นักวิจัยยูเอฟโอเสนอว่า เป็นอากาศยานทีอาร์-3 แบล็ก แมนต้า (TR-3 Black Manta) ของกองทัพสหรัฐเเน่นอน อพอลโล 12 ทีอาร์-3 แบล็ก แมนต้า ภาพ : nasa ทีอาร์-3 เป็นชื่อเครื่องบินลับของกองทัพสหรัฐ ได้รับการพัฒนาภายใต้โครงการลับ การค้นพบภาพถ่ายเมื่อปี 2015 ยืนยันว่า กองทัพสหรัฐมีอากาศยานที่สามารถบินไปในอวกาศได้เเล้ว ค.ศ. 1985 ไดอารี่ หน้า 334 ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน กล่าวว่า "มื้อเที่ยงกับนักวิทยาศาสตร์อวกาศ มันน่าทึ่งมาก พื้นที่ชายแดนสุดท้าย การพัฒนาดาราศาสตร์ ก็เหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ ฉันได้เรียนรู้ว่า เรามีความสามารถในการแบกคนของเราไปวงโคจรรอบโลกได้ 300 คน" ค.ศ. 1986 ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) อนุมัติโครงการสร้างยูเอฟโอ เพื่อป้องกันภัยทางอวกาศ เป็นโครงการลับที่ต้องใช้งบลับมหาศาลต่อเนื่องจนถึงปัจจ

ทีอาร์-3 แบล็ก แมนต้า

Image
ทีอาร์-3 แบล็ก แมนต้า ทีอาร์-3 แบล็ก แมนต้า (TR-3 Black Manta)  โครงการลับของกองทัพสหรัฐ ซึ่งยานถูกเรียกว่าเออาวี (ARV Alien Reproduction Vehicle) ถูกสร้างเลียนแบบเทคโนโลยีต่างดาว หรือทำวิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse Engineer) เป็นยานบินที่อยู่ในชั้นความลับ ทำภารกิจค้นคว้าวิจัยด้านอวกาศ เช่น สร้างดาวเทียมสอดเเนม, สร้างอาวุธลำแสง, สร้างกองทัพอวกาศ, สร้างอากาศยานสำรวจอวกาศ, สร้างฐานทัพนอกโลก, ครอบครองพื้นที่ในอวกาศ เป็นต้น มีการพัฒนาอากาศยาน เพื่อเดินทางไปสำรวจอวกาศอย่างลับๆ เช่น ทีอาร์-3 แบล็กแมนต้า, ออโรร่า เป็นต้น ทีอาร์-3 เป็นอากาศยานรูปทรงสามเหลี่ยม สามารถอำพรางตัวให้เขากับทุกสภาพแวดล้อมได้ทั้งตอนกลางวันกลางคืน สามารถบินได้ทั่วโลก เเละในอวกาศได้ สามารถผลิตสนามแม่เหล็กจำนวนมหาศาลได้ด้วยตัวเอง สามารถเคลื่อนที่ไปในอากาศได้อย่างอิสระ โดยที่ไม่มีปัจจัยใดมารบกวนการบิน หลักการออกแบบเคลื่อนที่ต้านเเรงโน้มถ่วง หลักการทำงานเรียกได้ว่า อยู่ในระดับสูงสุดของภูมิปัญญามนุษย์ในปัจจุบัน ทีอาร์-3 คล้ายกับยูเอฟโอเป็นอย่างมาก ซึ่งกองทัพสหรัฐนำเทคโนโลยีมาจากมนุษย์ต่างดาว ใช้วิศวกรจำนวนมาก เพื่อสร้างยูเอ

ฐานดุลเซ่ กองทัพสหรัฐทำงานกับมนุษย์ต่างดาว

Image
ฐานดุลเซ่ กองทัพสหรัฐทำงานกับมนุษย์ต่างดาว ฐานดุลเซ่ (Dulce Base) อยู่ที่รัฐนิวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา นักวิจัยยูเอฟโอเสนอว่า เป็นฐานทัพลับใต้ดิน ที่กองทัพสหรัฐทำงานร่วมกับมนุษย์ต่างดาว เพื่อศึกษาเทคโนโลยีต่างดาว เเละทำวิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse Engineering) เพื่อนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์เเก่มวลมนุษยชาติ เช่น เครื่องบินทิ้งระเบิด, เครื่องบินสอดเเนม, อาวุธเเสงเลเซอร์, เทคโนโลยีสอดเเนมการสื่อสารทั่วโลก เป็นต้น ฐานดุลเซ่ กองทัพสหรัฐทำงานกับมนุษย์ต่างดาว โทมัส คาสเตลโล (Thomas Castello) กล่าวว่า เคยทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่ในฐานดุลเซ่ โดยฐานดุลเซ่มีอุโมงค์ใต้ดินที่ทอดตัวยาวลงไปหลายร้อยไมล์ มีอุโมงค์เชื่อมต่อไปยังสถานที่สำคัญทั่วสหรัฐอเมริกา อีกทั้ง เชื่อมต่อไปยังฐานทัพใต้มหาสมุทรแปซิฟิก เเละใต้มหาสมุทรแอตแลนติก นอกจากนี้ ฐานดุลเซ่ไม่ได้มีมนุษย์ทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีมนุษย์ต่างดาวทำงานร่วมกับมนุษย์อีกด้วย เเละยังพบเห็นสัตว์ประหลาด ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับสัตว์เลื้อยคลานทำงานร่วมกับมนุษย์ ฐานดุลเซ่ กองทัพสหรัฐทำงานกับมนุษย์ต่างดาว สัตว์ประหลาดที่พบเห็นเกิ

ยูเอฟโอบนดาวพฤหัสบดี

Image
ยูเอฟโอบนดาวพฤหัสบดี ภาพ : nasa สายข่าวจากวงในเปิดเผยเอกสารลับ ความมั่นคงโลกชั้นสูงสุด ยูเอฟโอบนดาวพฤหัสบดี (Jupiter) ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2018 โดยยานสำรวจอวกาศจูโน่ (Juno) ขององค์การนาซ่า (NASA) ภาพเเสดงให้เห็นยูเอฟโอเปล่งแสงสีเขียวที่น่าขนลุกลอยอยู่บนดาวพฤหัสบดี หลังจากวิเคราะห์ภาพที่นาซ่าปล่อยออกมาพบว่า เป็นจริงที่วัตถุสีเขียวลอยอยู่เหนือดาวเคราะห์ยักษ์พฤหัสบดี ยูเอฟโอบนดาวพฤหัสบดี ภาพ : nasa นาซ่าไม่คาดคิดปล่อยภาพความละเอียดสูง ไม่ทันได้ตัดต่อ คุณลองคุณคิดดู ภาพควรจะมีเเต่ดาวพฤหัสบดี เเต่กลับเห็นยูเอฟโอสีเขียวชัดเจน เเต่ทางนาซ่ายังคงนิ่งเงียบ ไม่เเสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อขอเรียกร้องให้เปิดเผยของนักวิจัยยูเอฟโอเลย คาร์ล เซแกน (Carl Sagan) (ค.ศ. 1934-1996) บิดาเเห่งทูตดาวโลก ที่ปรึกษาองค์การนาซ่า กล่าวว่า "ดาวศุกร์, ดาวอังคาร, ดาวพฤหัสบดี, ดาวเสาร์, ดวงจันทร์ไททัน, ดวงจันทร์ยูโรปา ล้วนเเล้วมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่" สตีเฟ่น ฮอว์คิง (Stephen Hawking) (ค.ศ. 1942-2018) บิดาเเห่งหลุมดำ กล่าวว่า "รูปแบบชีวิตบนดาวพฤหัสบดีอยู่ในรูปคล้ายบอลลูนหรือเมฆขนาดมหึมา