ยูเอฟโอ

ยูเอฟโอ (UFO) หรือที่เรียกกันว่า วัตถุบินกำหนดเอกลักษณ์ไม่ได้ ในความหมายกว้างที่สุด คือ สิ่งผิดปกติบนท้องฟ้าหรืออยู่บนพื้นดิน แต่สังเกตว่า บินร่อนลงจอดหรือบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ซึ่งไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ได้ในทันทีว่า เป็นวัตถุบินหรือปรากฏการณ์ใดๆ ที่ทราบจากการสังเกตด้วยตา หรือการใช้เครื่องมือช่วย เช่น เรดาร์ สิ่งผิดปกติเหล่านี้มักเรียกว่า จานผี, จานบิน, ยูเอฟโอ, วัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติค.ศ. 1930-1950 จานผี, จานบิน, เรือบิน ถูกใช้เรียกวัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติเป็นจำนวนมาก เเละเหตุการที่โด่งดังที่สุด คือ จานบินตกรอสเวลล์ ซึ่งก็ใช้ชื่อเรียกว่า จานบินตกที่รอสเวลล์Central Intelligence Agency & Majestic 12 (US, 1947-?) ประธานาธีบดี เเฮร์รี่ เอส. ทรูเเมน (Harry S. Truman) ริเริ่มอนุมัติ 2 โครงการ ผู้ดูเเลโครงการคือเจมส์ ฟอร์เรสตอล (James Forrestal) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมคนเเรกของสหรัฐฯ1. สำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ทำหน้าที่รวมรวบหลักฐานยูเอฟโอทั่วประเทศเพื่อหามูลความจริง เเละส่งไปให้เจ้าหน้าที่มาเจสติกตรวจสอบข้อมูลต่อว่าจริงเท็จเเค่ไหน 2. มาเจสติก 12 (Majestic12) ทำให้หน้าที่พิจารณาว่า ยูเอฟโอ…

พีระมิดแห่งบอสเนีย ผู้มาเยือนจากต่างดาว

พีระมิดพระอาทิตย์แห่งบอสเนีย
ภาพ : Bosnian pyramid

พีระมิดแห่งบอสเนีย (Bosnian pyramid) อยู่ที่เมืองไวโซโก (Visoko) ประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา (Bosnia and Herzegovina) มหาพีระมิดแห่งนี้มีความสูง 220 เมตร สูงกว่ามหาพีระมิดแห่งกิซา มีอายุมากกว่า 12,000 ปี เป็นพีระมิดที่ค้นพบในยุโรป นับว่าเป็นอภิมหาพีระมิดที่ใหญ่ที่สุด และเก่าแก่ที่สุดในโลก การค้นพบนี้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์โลกกันเลยทีเดียว ตามคำกล่าวอ้างของนักวิจัยยูเอฟโอ เเละทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณ เเต่ทั้งนี้นักโบราณคดีหลายกลุ่มอยู่ในระหว่างการศึกษาหาหลักฐานเพิ่มเติมอยู่จนถึงปัจจุบัน

เดือนเมษายน 2005 เซเมียร์ ออสมานาจิช (Semir Osmanagich) นักโบราณคดี ผู้ศึกษาเรื่องราวมหาพีระมิดในละตินอเมริกามากว่า 15 ปี เเละเป็นผู้ค้นพบพีระมิดแห่งบอสเนีย เขาเดินทางมายังประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เพื่อเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ หลังจากนั้นเขาก็ถือโอกาสแวะไปพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเเห่งเมืองไวโซโก เซเมียร์เริ่มรู้สึกแปลกใจขณะที่สังเกตเห็นว่าภูเขาลูกหนึ่งมีรูปทรงเหมือนพีระมิดยอดตัด เขาจึงขึ้นไปดูบนยอดเขา เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขา เซเมียร์มองไปยังภูเขาฝั่งตรงข้ามก็พบว่า ภูเขาอื่นๆ ไม่ได้มีรูปทรงเป็น 4 เหลี่ยมด้านเท่าเช่นเดียวกับยอดเขาที่เขายืนอยู่ หลังจากนั้นเซเมียร์เชื่อทันทีว่าภูเขาแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เขาจึงรีบดำเนินการทำเรื่องขออนุญาตขุดสำรวจภูเขาแห่งนี้ คำร้องของเซเมียร์ได้รับการอนุมัติ เขาจึงก่อตั้งมูลนิธิพีระมิดแห่งบอสเนียเพื่อระดมทุนหาเงินค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างนักโบราณคดีมืออาชีพ และเครื่องไม้เครื่องมือในการขุดค้น เขาตั้งชื่อพีระมิดแห่งบอสเนียว่า พีระมิดพระอาทิตย์แห่งบอสเนีย (Bosnian Pyramid of the Sun) โดยตั้งชื่อตามพีระมิดพระอาทิตย์เเห่งเทโอทิวาคาน (Teotihuacan) ประเทศเม็กซิโก นอกจากนี้ ยังตั้งชื่อภูเขา 3 เเห่ง ที่อยู่ใกล้เคืยงกันด้วยชื่อว่า พีระมิดพระจันทร์ (Bosnian Pyramid of the Moon), พีระมิดโลก (Bosnian Pyramid of Earth), พีระมิดมังกร (Pyramid of the Dragon)

พีระมิดแห่งบอสเนีย ตามความคิด เซเมียร์ ออสมานาจิช
ภาพ : Bosnian pyramid

การค้นพบที่ยิ่งใหญ่นี้สร้างความตื่นเต้น และมีรัฐบาลบอสเนียให้การสนับสนุน ข่าวกระจายออกไปทั่วโลก มีนักท่องเที่ยว, นักวิจัยยูเอฟโอ, นักโบราณคดี หลั่งไหลมาชมพีระมิดแห่งบอสเนีย ทำให้เมืองไวโซโกกลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก สร้างรายได้ให้กับชุมชนจากการขายของที่ระลึกเป็นมูลค่ามหาศาล ขณะที่นักโบราณคดีบางกลุ่มมีความสงสัยในหลักฐานของเซเมียร์ และกล่าวหาว่าเป็นการปลอมแปลงทางโบราณคดี แต่อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลบอสเนียไม่รับฟัง และไม่สืบสวนหาข้อเท็จจริง เเละประณามคนที่ไม่เชื่อว่า เป็นบุลคลไม่ดี

เซเมียร์อธิบายว่าพบทางเข้าพีระมิดแห่งบอสเนียที่ความลึกราว 1/4 ไมล์ (402 เมตร) ซึ่งมีอุโมงค์ใต้ดินเชื่อมต่อไปยังพีระมิดแต่ละเเห่ง และพบตำแหน่งที่คนโบราณใช้เป็นสุสาน และประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เซเมียร์สนับสนุนทฤษฎีของนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ โจเซฟ เดวิโนวิทส์ (Joseph Newinowitz) ที่ตั้งข้อสันนิษฐานว่าการสร้างมหาพีระมิดเห่งกิซาไม่ได้ขนหินมาจากที่ใด หากแต่เป็นการเทปูนในสถานที่ก่อสร้างนั้นเอง และพีระมิดแห่งบอสเนียก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้

สมาคมนักโบราณคดีแห่งยุโรป (EAA) ได้เดินทางมาศึกษาพีระมิดเเห่งบอสเนีย ซึ่งพบว่ามีหน้าตัด 4 ด้านทีลาดเอียง 45 องศาสู่จุดสำคัญ ลักษณะเหมือนพีระมิด มีการขุดค้นพบแนวทางเดินบนที่ราบสูง เเละค้นพบทางเข้าสู่อุโมงค์ที่ซับซ้อน และล่าสุดคือค้นพบคอนกรีต (Concrete) ขนาดใหญ่วางเรียงต่อกัน และเมื่อขุดลึกลงไปก็พบอีกว่ามีแท่นหินปูนหรือคอนกรีตแบบเดียวกันวางทับซ้อนเป็นชั้นๆ ลึกลงไปอีกหลายชั้น สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น

สถาบันโบราณคดีเยอรมัน (DAI) เดินทางไปสำรวจอุโมงค์ก็พบว่าอุโมงค์ถูกขยาย และค้ำยันด้วยเสา จนไม่เหลือสภาพเดิม ทำให้ยากที่จะพิสูจน์ได้ว่าอุโมงค์นี้มีอยู่แต่เดิมหรือว่าเพิ่งจะขุดขึ้นมาใหม่ ส่วนสถานที่อ้างว่าเป็นสุสานก็ไม่ปรากฏว่ามีซากโครงกระดูกมนุษย์ในบริเวณนั้น กลุ่มนักโบราณคดีเยอรมันอธิบายรายละเอียด และแสดงเหตุผลว่าสิ่งที่เซเมียร์กำลังทำอยู่นั้นไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยอธิบายว่า สภาพภูมิศาสตร์แห่งนี้เป็นการก่อตัวของชั้นหินตามธรรมชาติ หรือการขยายอุโมงค์ตามอำเภอใจจนไม่เหลือสภาพดั้งเดิมจนดูไม่รู้ว่าอุโมงค์นี้มีอยู่เดิมหรือว่าเพิ่งจะขุดมาใหม่ๆ การที่นักวิชาการมีความกังวลก็เพราะหุบเขาแห่งนี้เป็นแผ่นดินเก่า ไม่ว่าจะขุดดินตรงไหนก็มักจะพบวัตถุโบราณอยู่เสมอ ดังนั้น จึงต้องการการสำรวจค้นหาข้อมูลทางโบราณคดีอย่างถูกวิธีเพื่อทำการบันทึก แต่การขุดค้นของเซเมียร์นั้นจงใจทำเพื่อสร้างรูปทรงพีระมิดตามความเชื่อของเขา ไม่สนใจว่าจะทำลายวัตถุโบราณอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่ ข้อมูลที่สนับสนุนมีแต่เพียงจากฝั่งของเซเมียร์เท่านั้น ขณะที่นักโบราณคดีส่วนใหญ่กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องลวงโลก

พีระมิดพระอาทิตย์แห่งบอสเนีย
ภาพ : Bosnian pyramid

พอล ไฮน์ริช (Paul Heinrich) นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยลุยเซียนา กล่าวว่า "สิ่งที่เซเมียร์เห็นนั้นเกิดขึ้นตามธรรมชาติซึ่งเรียกว่า ธรณีวิทยา (Flatiron) หรือปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ที่เกิดจากการพังทลายของชั้นหินจากด้านบนจนทำให้ภูเขามีรูปทรงเป็นรูปเหลี่ยม ซึ่งภูเขาหลายร้อยหลายพันแห่งทั่วโลกก็มีลักษณะเช่นเดียวกันนี้ จากการศึกษาของนักธรณีวิทยาพบว่า ภูเขาแห่งนี้ก่อตัวขึ้นเมื่อหลาย 10 ล้านปีก่อน เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป เกิดน้ำท่วมขัง กลายเป็นทะเลสาบขนาดกว้าง 40 ไมล์ ต่อจากนั้นอีกหลายล้านปี แผ่นดินยกตัวสูงขึ้นทำให้ดินโคลนถูกชะล้างลงสู่ก้นทะเลสาบ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ภูเขาบริเวณนี้มีลักษณะของแท่นหินซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ"

ในเดือนตุลาคมปี 2005 ฟิลิป คอปเพ็นส์ (Philip Coppens) นักวิจัยยูเอฟโอ เป็นผู้สนับสนุนข่าวเรื่องพีระมิดแห่งบอสเนีย ส่งเสริมความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ ในการให้สัมภาษณ์นิตยสารเน็กซัส (Nexus April-May 2006) คอปเพ็นส์อ้างว่า ชนเผ่ายูโรเปียน (Illyrians) เป็นผู้สร้างพีระมิดแห่งบอสเนีย ซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณเเถบนี้ราว 12,000 ปีก่อนคริสตกาล ถึง ค.ศ. 500 เเละยังอ้างไปถึงจุดเริ่มต้นกว่า 34,000 ปี

ในเดือนมิถุนายนปี 2006 ซาฮี ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) นักโบราณคดี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ เขียนจดหมายถึงนิตยสารโบราณคดียุโรป หลังจากที่มีชื่อของเขาเชื่อมโยงกับการขุดค้นพีระมิดแห่งบอสเนีย เขาปฏิเสธการมีส่วนร่วมทั้งหมด

ในเดือนธันวาคมปี 2009 โคลิน วูดาร์ด (Colin Woodard) นักสังคมวิทยา ตั้งข้อสังเกตว่าชาวบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนามีความภาคภูมิใจที่สุดคือ มีหลักฐานพิสูจน์ว่าชาวบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนายิ่งใหญ่กว่าชาวอียิปต์ ด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงเชื่อมั่นว่าพีระมิดเเห่งบอสเนียเป็นเรื่องจริง

ในปี 2010 เซเมียร์ ออสมานาจิช ออกมาปฏิเสธแนวความคิดนักสังคมวิทยา เเละนักโบราณอื่นๆ โดยให้เหตุผลว่า "จากที่ขุดค้นทางโบราณคดี พบแนวกำแพงมีลักษณะเรียบ เชื่อว่าน่าจะเป็นร่องรอยสำคัญที่พิสูจน์ว่าบริเวณนั้นมีพีระมิดอยู่จริง ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับเรื่องเชื้อชาติใดๆ ทั้งสิ้น เพราะพีระมิดเเห่งนี้สร้างขึ้นก่อนจะมีชนชาติบอสเนีย"

ลำเเสงพลังงานนิรันดร์ที่ค้นพบภายในพีระมิดแห่งบอสเนีย
ภาพ : Bosnian pyramid

ในปี 2012 เซเมียร์อ้างถึงลำเเสงปริศนาที่ค้นพบภายในพีระมิดแห่งบอสเนีย กล่าวว่า "ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบลำแสงพลังงานที่ด้านบนสุดของพีระมิดแห่งบอสเนีย พบว่ารัศมีของลำแสงสูงประมาณ 4.5 เมตร มีความถี่ 28 kHz ลำเเสงพุ่งขึ้นฟ้า เป็นลำแสงไม่ต่อเนื่อง และความเข้มของเเสงปรากฏการณ์ขึ้นเกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวลูกไก่ (Pleiades) นี่เป็นหลักฐานที่ไม่ใช่เทคโนโลยีบนโลกของเรา ดูเหมือนว่าผู้สร้างพีระมิดเเห่งนี้ได้สร้างแหล่งพลังงานนิรันดร์ขึ้นมานานแล้ว เป็นเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าที่ยังคงทำงานได้ในปัจจุบัน เราตรวจสอบภายในพีระมิดพบห้องใต้ดินเขาวงกตหลายชั้น เราพบห้อง 3 ห้อง มีห้องทะเลสาบสีฟ้าเล็กๆ มีห้องพักสำหรับการรักษาพลังงานหมุนเวียน มีห้องมีการตรวจคัดกรองพลังงาน เราได้ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลภายใน แสดงให้เห็นว่ามีระดับพลังงานไอออไนซ์ (IE) ภายในพีระมิด" ปัจจุบันเซเมียร์ เเละทีมโบราณของเขาไม่ยอมแพ้ เเละยังคงศึกษาพีระมิดแห่งบอสเนียในเเบบของเขาต่อไป เเละสนับสนุนทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณอยู่เรืยยมา

นักวิจัยยูเอฟโอวิทยานำโดย อีริค ฟอน ดานิเก้น (Erich von Däniken) เเละเกรแฮม ฮานค็อก (Graham Hancock) สนับสนุนโบราณสถานเเห่งนี้ เเละเชื่อว่าพีระมิดเเห่งนี้อาจมีบางสิ่งบางอย่างซ่อนอยู่ ทั้งนี้ นักโบราณหลายกลุ่มยังไม่ได้ยอมรับสถานที่เเห่งนี้เป็นโบราณคดีที่ถูกต้อง

อ้างอิง : wikipedia