คาร์ล เซแกน จุดสีฟ้าจางๆ

คาร์ล เซเเกน

คาร์ล เซแกน (Carl Sagan) (ค.ศ. 1934-1996) ศาสตราจารย์เเห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ที่ปรึกษาองค์การนาซ่า เซแกนเป็นผู้ก่อตั้งโครงการเซติ (SETI) อันเป็นโครงการค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากนอกโลก ด้วยการตรวจตรา, เฝ้าระวัง, ตรวจจับสัญญาณจากนอกโลกที่อาจส่งมาจากมนุษย์ต่างดาว เซแกนเป็นผู้ริเริ่มการติดตั้งแผ่นป้ายโลหะ (Pioneer Plaque) บนยานไพโอเนียร์ 10 และแผ่นบันทึกเสียงทองคำบนยานวอยเอจเจอร์ทุกลำ (Voyager Golden Record) ที่เป็นเสมือนจดหมายจากโลกสู่การติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว อันเป็นที่มาของภาพยนตร์ไซไฟหลายเรืองๆ ในเวลาต่อมา เช่น อุบัติการสัมผัสห้วงอวกาศ (Contact) ในปี ค.ศ. 1960 เซแกนมีความเชื่อว่าจักรวาลเต็มไปด้วยชีวิต กล่าวว่า "ดาวศุกร์, ดาวอังคาร, ดาวพฤหัสบดี, ดาวเสาร์, ดวงจันทร์ไททัน, ดวงจันทร์ยูโรปา ล้วนเเล้วอาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่"

เพลบลูดอต โลกเมื่อมองจากระยะ 6 พันล้านกิโลเมตร
ปรากฏเป็นจุดสีฟ้าจางๆ ท่ามกลางอวกาศอันกว้างใหญ่
ภาพ : wikipedia

เพลบลูดอต (Pale Blue Dot) หรือเรียกว่าจุดสีฟ้าจางๆ ถ่ายเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1990 โดยกล้องบนยานสำรวจอวกาศวอยเอเจอร์ 1 ที่ได้ปฏิบัติภารกิจที่ดาวเสาร์ในขณะที่ยานอยู่ห่างจากโลกราว 6 พันล้านกิโลเมตร โดยคาร์ลเซแกนได้เสนอให้องค์การนาซ่าป้อนคำสั่งใหม่ให้กล้องของยานวอยเอเจอร์ 1 หันกลับมายังตำเเหน่งโลกเพื่อถ่ายภาพโลก เเละทำภารกิจสุดท้ายคือ มุ่งหน้าออกจากระบบสุริยะพร้อมกับแผ่นบันทึกเสียงทองคำบนยานวอยเอจเจอร์ 1 ที่รวมทั้งภาพ, เสียง, ข้อความ เพื่อติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว ปัจจุบันยานวอยเอเจอร์ 1 นาซ่าติดต่อไม่ได้ เเละออกนอกระบบสุริยะไปเเล้วอย่างถาวร คาร์ลเซเเกนได้กล่าวคำพูดสำหรับภาพจุดสีฟ้าจางๆ นี้ว่า

"ภาพโลกถ่ายจากดาวเสาร์ อาจเห็นเป็นเเค่อณูจุด ที่ไม่มีอะไรเลย เเต่สำหรับฉัน มันมีความหมาย ลองมองจุดเล็กๆ จุดนี้ให้ดีอีกครั้ง นี่เเหละ คือที่นี่ นี่เเหละ คือบ้าน นี่เเหละ คือเรา บนจุดๆ นี้ ทุกๆ คนที่เรารัก ทุกๆ คนที่เรารู้จัก ทุกๆ คนที่เราเคยได้ยินชื่อ มนุษย์ทุกคนที่เคยถือกำเนิดมา ล้วนใช้ชีวิต เกิดเเก่เจ็บตายอยู่ที่นี่ จุดศูนย์รวม ทุกความสุขเเละความเศร้า ทุกศาสนา ที่ยึดมั่น ทุกอุดมการณ์ นับพันหมื่น ทุกลัทธิ ปรัชญาเศรษฐกิจ ทุกพรานป่า คนหากิน ทุกวีรชร ทุกคนขลาด ทุกผู้สร้าง ทุกผู้ทำลายล้างอารยธรรม ทุกราชันย์ เเละยาจก ทุกคู่หนุ่มสาวที่มีความรัก ทุกๆ คนที่เป็นพ่อ เป็นเเม่ ทุกเด็กน้อยที่มีฝัน ทุกนักประดิษฐ์ เเละนักสำรวจ ทุกบรรดาอาจารผู้ชี้เเนะคุณธรรม ทุกนักการเมืองที่ฉ้อฉน ทุกๆ ซุปเปอร์สตาร์ ทุกๆ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ทุกนักบุญ ทุกคนบาป ทั้งหมดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ล้วนอาศัยอยู่ที่นี่ บนเม็ดฝุ่นธุลีอวกาศ เม็ดหนึ่ง ที่ล่องลอย อยู่กลางเเสงตะวัน โลกของเรา เป็นเเค่เวทีเล็กๆ ในโรงมหาอุปรากรเเห่งเอกภพ อันกว้างใหญ่ ลองคิด ถึงสายเลือด ที่หลั่งริน เหมือนสายธาร โดยนํ้ามือของเหล่าเเม่ทัพ เเละบรรดาจักพรรดิ ในนามของชัยชนะ เเละความยิ่งใหญ่ เพียงเพื่อจะได้ครอบครองเพียชั่วคราว ดินเเดนที่เป็นเศษเสี้ยวของจุดเล็กๆ จุดหนึ่ง ลองคิดถึง ความโหดร้ายทารุณ ซํ้าเเล้วซํ้าเล่า ซึ่งคนที่อาศัยอยู่ ณ มุมๆ หนึ่ง บนจุดๆ นี้ ได้กระทำต่อคนที่อยู่อาศัย ณ อีกมุมหนึ่งบนจุดๆ เดียวกัน ซึ่งเเทบจะไม่มีอะไรต่างกันเลย กี่ครั้ง กี่หน ที่คนไม่เข้าใจกัน เหตุใดคนจึงกระเหี้ยนกระหือรือ ที่จะเข่นฆ่ากันเอง เหตุใดความเกลียดชัง จึงเเรงกล้า ฝังลึก ท่าทีอหังการ์ของเรา ความหยิ่งทะนงในอัตตาจอมปลอม ความลุ่มหลง ว่าเรามีฐานะพิเศษในจักรวาล ทั้งหมดนี้ ล้วนมลายสูญไป เมื่อเราจ้องมองจุดเเสงจางๆ จุดนี้ ดาวโลกของเรา เป็นผงธุลีเดียวดาย ล่องลอยอยู่กลางทะเลความมืดมิดอันเวิ้งว้าง ในความห่างไกลของเรา ท่ามกลางความกว้างใหญ่ของเอกภพ ไม่มีวี่เเววใดๆ ว่าความช่วยเหลือจะถูกส่งมาจากที่อื่น เพื่อช่วยเรา ให้รอดพ้น จากตัวเราเอง เท่าที่เรารู้ โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียว ที่สามารถรองรับชีวิตได้ ไม่มีที่อื่นอีกเเล้ว อย่างน้อยๆ ก็ในอนาคตออันใกล้ ที่สปีชี่ส์ของเรา จะสามารถอพยพไปอยู่ได้ ไปเยือนเฉยๆ ได้ เเต่ไปตั้งรกราก ยังไม่ได้ ไม่ว่าเราจะถูกใจหรือไม่ก็ตาม ณ ตอนนี้ โลกคือที่ที่เราจะต้องปักหลักยืนหยัดต่อไป เคยมีคนกล่าวว่า การศึกษาดาราศาสตร์ เป็นประสบการณ์ที่ช่วยสลายอัตตา เเละเสริมสร้างมุมมองชีวิต คงไม่มีภาพใด เเสดงให้เห็นถึงความโง่เขลาในการสำคัญตนของมนุษย์ ได้ดีไปกว่า ภาพโลกใบเล็ก ที่อยู่ไกลเเสนไกล สำหรับฉัน ภาพนี้ตอกยํ้าถึงความรับผิดชอบของเรา ที่จะต้องปฏิบัติต่อกันให้ดีกว่านี้ เเละช่วยกันถนอมรักษา จุดเล็กๆ สีครามจุดนี้ บ้านหลังเดียวที่พวกเราเคยรู้จัก ให้คงอยู่สืบไป"

คำพูดที่มีชื่อเสียงที่สุดของคาร์ล เซแกน ผู้อุทิศตนในการประยุกต์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์สุขของมนุษยชาติ

"บ่อยครั้งที่จินตนาการนำเราไปสู่โลกที่ไม่มีอยู่จริง แต่ถ้าปราศจากจินตนาการเราก็จะไม่ได้ไปที่ไหนเลย"

"เมื่อเรามองดูโลกจากระยะไกลสุดลูกหูลูกตา โลกก็ไม่ต่างอะไรกับจุดเล็กๆ ท่ามกลางเศษฝุ่นอวกาศ ล่องลอยปะปนกันบนพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาล หรือเรียกได้ว่า โลกแทบจะหาความสำคัญอันใดไม่ได้เลย เราซึ่งดำรงอยู่บนผิวโลก ได้พบเห็นอารยธรรมที่ถูกสร้างและล้มสลาย การเกิดขึ้นของความรักและการประหัตประหาร บ่อยครั้งเรามักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่า ความสุข ความทุกข์ ที่เกิดขึ้นกับตัวเรานั้นช่างยิ่งใหญ่ และสำคัญเหลือเกิน ฉันคิดว่านั่นเป็นเพราะเรามองดูตัวเองจากสายตา ที่อยู่ใกล้กับผิวโลกจนเกินไป"

"มนุษย์ใช้เวลานับพันๆ ปีเพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งความรู้เรื่องจักรวาล ในหลายพันปีนั้นมีเพียงไม่กี่คนที่เข้าใจโฉมหน้าของจักรวาลจริงๆ แต่ผิดถนัดหากคิดว่าคนสำคัญเหล่านั้นจะถูกยกย่องให้เป็นฮีโร่ในการไขความลี้ลับเหล่านี้ ตรงกันข้าม พวกเขากลับต้องแลกความรู้แจ้งมาด้วยการถูกจารึกว่าเป็นปีศาจร้าย ผู้ต่อต้านพระเจ้า ซึ่งมีโทษตั้งแต่จำคุก ถูกทรมานสารพัดวิธีเท่าที่บรรดานักบวชคนดีในยุคมืดคิดค้นขึ้นมา"

"ดูเหมือนว่าการต่อสู้ของมนุษย์ในเอกภพนี้ยังคงต้องดำเนินไปอีกยาวไกล ตราบเท่าที่มนุษย์ยังไม่เคยตระหนักได้สักทีว่า โลกเป็นเพียงดาวดวงหนึ่งในแสนล้านกาแล็คซี และร่างกายของมนุษย์มีอะตอมมากกว่ากาแล็คซีทั้งหมดในจักรวาลที่เรารู้จักกัน"

อ้างอิง : wikipedia