ยูเอฟโอ

ยูเอฟโอ (UFO) หรือที่เรียกกันว่า วัตถุบินกำหนดเอกลักษณ์ไม่ได้ ในความหมายกว้างที่สุด คือ สิ่งผิดปกติบนท้องฟ้าหรืออยู่บนพื้นดิน แต่สังเกตว่า บินร่อนลงจอดหรือบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ซึ่งไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ได้ในทันทีว่า เป็นวัตถุบินหรือปรากฏการณ์ใดๆ ที่ทราบจากการสังเกตด้วยตา หรือการใช้เครื่องมือช่วย เช่น เรดาร์ สิ่งผิดปกติเหล่านี้มักเรียกว่า จานผี, จานบิน, ยูเอฟโอ, วัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติค.ศ. 1930-1950 จานผี, จานบิน, เรือบิน ถูกใช้เรียกวัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติเป็นจำนวนมาก เเละเหตุการที่โด่งดังที่สุด คือ จานบินตกรอสเวลล์ ซึ่งก็ใช้ชื่อเรียกว่า จานบินตกที่รอสเวลล์Central Intelligence Agency & Majestic 12 (US, 1947-?) ประธานาธีบดี เเฮร์รี่ เอส. ทรูเเมน (Harry S. Truman) ริเริ่มอนุมัติ 2 โครงการ ผู้ดูเเลโครงการคือเจมส์ ฟอร์เรสตอล (James Forrestal) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมคนเเรกของสหรัฐฯ1. สำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ทำหน้าที่รวมรวบหลักฐานยูเอฟโอทั่วประเทศเพื่อหามูลความจริง เเละส่งไปให้เจ้าหน้าที่มาเจสติกตรวจสอบข้อมูลต่อว่าจริงเท็จเเค่ไหน 2. มาเจสติก 12 (Majestic12) ทำให้หน้าที่พิจารณาว่า ยูเอฟโอ…

การหายสาบสูญของเที่ยวบิน MH370

แผนที่การคำนวณ จุดที่น่าจะตก

มาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 370 (MH370) เป็นเที่ยวบินโดยสารระหว่างประเทศที่สูญหายไปเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2557 ระหว่างบินจากท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไปท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง ประเทศจีน บรรทุกผู้โดยสาร 227 คน เป็นเวลายาวนานที่เที่ยวบินโดยสารนี้ได้หายสาบสูญ จนถึงปัจจุบันก็ยังค้นหาไม่พบ คำถามคือ หายไปจากจอเรด้าห์ เเละดาวเทียมสังเกตการได้อย่างไร นี่ยุคสมัยใหม่เเล้ว เรามีสัญญาณที่จับได้ทั่วโลก มีคลื่นวิทยุที่สามารถดักจับหรือดักฟังได้หมด ประเทศมหาอำนาจซึ่งทำได้เเน่นอน เเต่ทำไมถึงค้นหาเครื่องบิน MH370 ไม่เจอ เครื่องบินลำนี้หายไปไหน ประเทศที่รู้เห็นเกี่ยวข้องมีไม่ตํ่ากว่า 10 ประเทศ

การสูญหายของเครื่องบิน MH370 เริ่มต้นจากบริษัทหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาขนวัตถุนิวเคลียร์ และอาวุธชีวภาพ เเละชิพคอมพิวเตอร์วงจรไฮเทคระดับสูงใส่ตู้คอนเทนเนอร์ ด้วยเรือที่ติดธงสัญชาติสหรัฐมาที่เกาะเล็กๆ ชื่อสาธารณรัฐเซเชลส์ (Seychelles) ที่อยู่ทางตะวันตกของมหาสมุทรอินเดีย จากนั้นจะขนต่อมาที่ประเทศมาเลเซีย ใส่ตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นเครื่องบิน MH370 จะนำไปลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง ประเทศจีน มีผู้โดยสารไต้หวันจะไปลงท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง เพื่อไปขายถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับประเทศจีน เมื่อจีน และรัสเซียรู้เรื่องนี้จากสายลับระดับสูง จึงวางแผนจะบังคับเครื่องบินเที่ยว MH370 ไปลงที่สนามบินไหหลำของจีน เพื่อตรวจดูว่าในตู้คอนเทนเนอร์คือสินค้าอะไรกันแน่ เเต่สายลับสหรัฐก็รู้เหมือนกันจึงต้องเข้าขัดขวาง เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีสำคัญตกไปอยู่กับจีน เเละรัสเซีย

ก่อนเครื่องบินจะขึ้นมีความผิดปกติ คือ มีการสังหารเจ้าหน้าที่สหรัฐหน่วยซีลเครื่องเเบบนอกราชการ ที่มีความเชี่ยวชาญการรบระดับสูง เเละมีทีมหน่วยปฏิบัติการพิเศษเข้าคุ้มครองสินค้าตู้คอนเทนเนอร์เเทน ภายในเครื่องบิน ทีมหน่วยปฏิบัติการพิเศษเข้าไปในห้องนักบินทำการปิดระบบเรด้าห์ที่ใช้สำหรับส่งตำแหน่งเครื่องบินพาณิชย์ ให้หอควบคุมการบินทราบตำแหน่งละติจูด โดยมีการปิดระบบนี้ ทำให้สัญญาณตำแหน่งเครื่องบินหายไปจากจอเรด้าห์ภาคพื้นดินทันที ก่อความโกลาหลขึ้นในเวลาต่อมา เเต่เรื่องนี้ถูกปกปิดข่าวอยู่

ทีมหน่วยปฏิบัติการพิเศษจี้เครื่องบิน MH370 หันทิศทางเครื่องบินกลับด้าน ย้อนมาทางเดิมมุ่งหน้าไปทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทีมหน่วยปฏิบัติการพิเศษเตรียมพร้อมใส่อุปกรณ์หน้ากากอ๊อกซีเจนรับการเปลี่ยนแปลงความดันเฉียบพลัน ทำการปรับเพดานบินจาก 25,000 ฟุต พุ่งโด่งขึ้นสูงเกินกำหนดไปที่ 45,000 ฟุต และทิ้งตัวลดเพดานบินลงต่ำอย่างรวดเร็ว ช่วงนี้หน้ากากอ๊อกซิเจนตกลงมาอัตโนมัติในห้องผู้โดยสารทีนที เเละผู้โดยสารทั้งหมดรีบคว้ามาครอบปาก และจมูกทันที ทีมหน่วยปฏิบัติการพิเศษตัดอ๊อกซิเจนในห้องผู้โดยสารทั้งหมด เหลือไว้เฉพาะห้องบังคับเครื่องบิน เเละบังคับบินลดต่ำลงเหลือ 5,000 ฟุต ส่งผลให้ผู้โดยสารน๊อคเสียชีวิตไปทั้งหมดทันที จากการเปลี่ยนแปลงความดันนี้ ไม่มีใครสามารถบังคับเครื่องบินได้เลย เป็นเวลานานหลายชั่วโมง

เครื่องบิน บี-2 สปีริท

จู่ๆ มีเครื่องบินบี-2 สปีริท (B-2 Spirit) 2 ลำ สมญานาม ล่องหน บินประกบเครื่องบิน MH370 ทำให้สัญญาณเรด้าห์ตรวจไม่พบ เเละสามารถควบคุมทิศทางเครื่องบิน MH370 ได้ตามที่ต้องการ ได้บังคับนำเครื่องบิน MH370 บินผ่านมาทางใกล้ชายแดนใต้ของประเทศไทย เเละผ่านน่านฟ้ามาเลเซีย จุดนี้เรดาห์ของไทย และมาเลเซียจับสัญญาณเครื่องบิน MH370 ได้ แต่จับตำแหน่งเครื่องบินสปีริทไม่ได้ ในตำแหน่งใกล้เคียง มีชาวประมงไทย และชาวมาเลเซียจำนวนมากจากหลายจุดเห็นเครื่องบิน MH370 และเครื่องบินสปีริทด้วยตาเปล่า บินประกบเครื่องบิน MH370 ผ่านไปอย่างรวดเร็ว มีการประสานงานจากด้านความมั่นคงจากสหรัฐถึงประเทศที่รู้เห็น เเละเกี่ยวข้องร้องขอให้ปกปิดความลับนี้ เพราะเป็นความมั่นคงระดับชาติ ที่เกี่ยวกับสงครามนิวเคลียร์ในอนาคต

เมื่อเครื่องบินผ่านช่องแคบมะละกาไปได้ เครื่องบินทั้ง 3 ลำ ก็ปรับเส้นทางใหม่อีกครั้ง โดยเชิดหัวขึ้นความสูงปกติ มุ่งหน้าขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือสู่ตอนเหนือของมหาสมุทรอินเดีย เครื่องบินทั้ง 3 ลำ อำพรางเครื่องบินให้แฝงตัวเข้าไปในหมู่เครื่องบินพาณิชย์จำนวนมากที่กำลังบินไปเส้นทางเดียวกัน เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต เครื่องบิน 3 ลำ บินระยะห่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พ้นรัศมีเรด้าห์ของประเทศอินเดีย และศรีลังกา โดยเครื่องสปีริท 2 ลำ บินประกบอารักขานำทางตลอดเวลา ต่อมา เครื่องบินปรับทิศทางลดต่ำเฉียงลงไปทางตอนใต้เรื่อยๆ ก่อนจะเข้าถึงหมู่เกาะมัลดีพ เเละได้ปรับเพดานบินลงต่ำลงมากอีกครั้ง เพื่อหลบเรด้าห์ ไปที่เกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งทางตอนใต้ของหมู่เกาะมัลดีพ เมื่อผ่านมัลดีพตรงลงใต้ไปอีก มีเรือพิฆาตของกองทัพสหรัฐอารักขา บินต่ออีกสักพักก็ถึงเกาะดิเอโก้ กราเซีย ฐานทัพลับในมหาสมุทรอินเดียของสหรัฐในเช้าวันที่ 9 มีนาคม 2557

เครื่องบิน 3 ลำ ลงจอดที่สนามบินของกองทัพสหรัฐที่มีรันเวย์ขนาดรองรับได้อย่างสบาย เมื่อเครื่องบินจอดสนิท กองทัพสหรัฐขนตู้คอนเทนเนอร์ลงจากเครื่องบิน MH370 และขนเอาชิพวงจรไฮเทค อาวุธชีวภาพ เเละเทคโนโลยีสำคัญจากตัวผู้โดยสารไต้หวัน และทำลายหลักฐานทั้งหมด มีการถอดกล่องดำบันทึกการบินออก เพื่อไม่ให้ค้นพบความจริงได้ จากนั้นให้นักประดาน้ำสหรัฐขับเครื่องบิน MH370 เทคออฟขึ้นจากฐานทัพ พร้อมเครื่องบินหน่วยช่วยเหลืออีกหนึ่งลำบินมุ่งหน้าไปทิศทางตะวันออกเฉียงไต้จนน้ำมันเครื่องบิน MH370 หมด เพื่อไม่ให้เกิดคราบน้ำมันให้เห็นจากผิวน้ำได้ เเละนักประดาน้ำสหรัฐได้ออกจากตัวเครื่องก่อนที่ลำตัวเครื่องบินจะกระแทกพื้นน้ำ

นักประดาน้ำสหรัฐก็ขึ้นเครื่องบินหน่วยช่วยเหลือที่รอรับ และกลับไปฐานทัพ ปล่อยให้เครื่องบิน MH370 พร้อมผู้โดยสารทั้งหมดจมลงสู่ทะเลลึกทางทิศไต้ของมหาสมุทรอินเดีย ที่มีระยะห่างจากเมืองเพิร์ธ ของออสเตรเลียราว 2,400 กิโลเมตร เครื่องบิน MH370 ดำดิ่งจมลงก้นทะเลที่ลึกสุดขั้วเกินจินตนาการ คลื่นขนาดใหญ่มหาศาล สภาพอากาศแปรปรวน และเลวร้าย ผู้โดยสาร นักบิน วันนี้คงต้องทำใจ รอเพียงว่าจะกู้เอาซากเครื่องบินลำนี้ขึ้นมาได้อย่างไร เพราะมันยากแสนยาก และต้องใช้งบประมาณอีกมหาศาลจริงๆ บันทึกนี้ไม่ได้ถูกทำลาย เเต่ถูกจัดเก็บไว้ในเอกสารเพนตากอน เเละซีไอเอ อีก 50 ปี อาจจะถูกเปิดเผยก็เป็นได้

อ้างอิง : wikipedia