ยูเอฟโอ

ยูเอฟโอ (UFO) หรือที่เรียกกันว่า วัตถุบินกำหนดเอกลักษณ์ไม่ได้ ในความหมายกว้างที่สุด คือ สิ่งผิดปกติบนท้องฟ้าหรืออยู่บนพื้นดิน แต่สังเกตว่า บินร่อนลงจอดหรือบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ซึ่งไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ได้ในทันทีว่า เป็นวัตถุบินหรือปรากฏการณ์ใดๆ ที่ทราบจากการสังเกตด้วยตา หรือการใช้เครื่องมือช่วย เช่น เรดาร์ สิ่งผิดปกติเหล่านี้มักเรียกว่า จานผี, จานบิน, ยูเอฟโอ, วัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติค.ศ. 1930-1950 จานผี, จานบิน, เรือบิน ถูกใช้เรียกวัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติเป็นจำนวนมาก เเละเหตุการที่โด่งดังที่สุด คือ จานบินตกรอสเวลล์ ซึ่งก็ใช้ชื่อเรียกว่า จานบินตกที่รอสเวลล์Central Intelligence Agency & Majestic 12 (US, 1947-?) ประธานาธีบดี เเฮร์รี่ เอส. ทรูเเมน (Harry S. Truman) ริเริ่มอนุมัติ 2 โครงการ ผู้ดูเเลโครงการคือเจมส์ ฟอร์เรสตอล (James Forrestal) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมคนเเรกของสหรัฐฯ1. สำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ทำหน้าที่รวมรวบหลักฐานยูเอฟโอทั่วประเทศเพื่อหามูลความจริง เเละส่งไปให้เจ้าหน้าที่มาเจสติกตรวจสอบข้อมูลต่อว่าจริงเท็จเเค่ไหน 2. มาเจสติก 12 (Majestic12) ทำให้หน้าที่พิจารณาว่า ยูเอฟโอ…

อนุสาวรีย์โยนากุนิ ผู้มาเยือนจากต่างดาว

อนุสาวรีย์โยนากุนิ

อนุสาวรีย์โยนากุนิ (Yonaguni Monument) อยู่ที่เกาะโยนากุนิ ประเทศญี่ปุ่น ใต้ท้องทะเลของเกาะโยนากุนิมีชื่อเรียกว่า ซากปรักหักเเห่งท้องทะเล เหตุเพราะพบโครงสร้างแผ่นหินยักษ์ประกอบด้วยหินทราย และหินดินดานซึ่งมีอายุย้อนหลังถึง 20 ล้านปี เเละถ้าหากอนุสาวรีย์โยนากุนิถูกแกะสลักด้วยฝืมือมนุษย์ก็น่าจะเป็นช่วงยุคน้ำแข็งเมื่อ 10,000 ปีมาแล้ว สาวรีย์โยนากุนิไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เพราะน่าจะเป็นฝีมือของมนุษย์โบราณที่มีอารยธรรมขั้นสูงเปรียบได้กับนครแอตแลนติส อารยธรรมโบราณที่หายสาบสูญจมลงใต้น้ำตามคำบอกเล่าของนักปรัชญาชาวกรีกเพลโต (Plato)

รูปสามเหลี่ยมคล้ายเต่า

จุดชมยอดฮิตของอนุสาวรีย์โยนากุนิ คือ มีรูปสามเหลี่ยมวัดได้ความยาว 165 ฟุต กว้าง 65 ฟุต รูปร่างเป็นรูปสามเหลี่ยมคล้ายเต่า ลักษณะเป็นชั้นๆ คล้ายบันได และบริเวณรอบๆ มีแท่งหินต่างๆ มากมาย บางชิ้นเป็นแนวกำแพง โดยทั้งหมดสร้างจากหินขนาดใหญ่มีขั้นตอนแกะสลักอย่างประณีต การค้นพบนี้ได้จุดประกายการอภิปรายชุมนุมนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นทันทีว่า อนุสาวรีย์โยนากุนิเป็นฝีมือของมนุษย์หรือธรรมชาติสร้างขึ้น

อนุสาวรีย์โยนากุนิ

ค.ศ. 1985 คิฮาชิโระ อาระทาเกะ (Kihachiro Arateke) ครูสอนประดาน้ำเจ้าของกิจการโรงแรม บริเวณโยนากุนิแหล่งประดาน้ำสำหรับนักท่องเที่ยว เขาได้ออกดำน้ำสำรวจชายฝั่งในวันที่ลมสงบเงียบ เพื่อหาแหล่งประดาน้ำใหม่ต้อนรับลูกค้า เรือของเขาเดินทางมาตอนใต้ของชายฝั่ง และเมื่อถึงจุดที่ต้องการ เขาก็ดำนํ้าสำรวจ สิ่งที่ค้นพบในนํ้า คือ โบราณสถานขนาดมหึมามีลักษณะคล้ายกับวิหาร หลังจากว่ายน้ำวนเวียนสำรวจอยู่ เขาก็ยิ่งทึ่งในโบราณสถานใต้น้ำแห่งนี้

ค.ศ. 1986 มาซาอากิ คิมูระ (Masaaki Kimura) นักธรณีวิทยาท้องทะเล ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยแห่งริวกิวของญี่ปุ่น ได้ดำน้ำไปสำรวจอนุสาวรีย์โยนากุนิ และทำแผนที่โครงสร้างหินเป็นเวลาติดต่อกันนับ 10 ปี โดยเขาเชื่อว่า สิ่งที่เห็นคือซากเมืองโบราณอายุราว 12,000 ปี คิมูระกล่าวว่า "ตอนแรกผมก็คิดว่าน่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เมื่อได้ดำน้ำลงไปดูกับตาตนเอง ผมเชื่อทันทีว่า อนุสาวรีย์โยนากุนิเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ โดยผมได้พบหลักฐานมากมายที่ชี้ว่า สิ่งก่อสร้างถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ เพราะมีทั้งลวดลายที่คล้ายกับตัวอักษร เเละมีหินที่มีรูปร่างคล้ายประติมากรรมแกะสลักเป็นรูปสัตว์ หรือสัตว์ประหลาดอย่างสฟิงซ์ ที่มีใบหน้าคล้ายกับกษัตริย์ของจีนหรือโอกินาว่า ผมจึงมีความเชื่อว่า มีสึนามิครั้งใหญ่ที่เข้ามาถล่มเกาะแห่งนี้เมื่อนานมาเเล้ว นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เมืองโบราณแห่งนี้จมลงสู่ใต้น้ำ" อย่างไรก็ดี ความเห็นของคิมูระดูจะยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ที่มองว่า โครงสร้างหินเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

เอมิโกะ อิชิดะ (Amiko Ishida) สำนักงานกิจกรรมด้านวัฒนธรรมของญี่ปุ่น กล่าวว่า "ทางสำนักงานหรือรัฐบาลท้องถิ่นของโอกินาว่า มิได้ยกย่องให้โครงสร้างหินแห่งนี้ เป็นแหล่งโบราณสถานที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมแต่ประการใด"

เเบบร่างอนุสาวรีย์โยนากุนิ

โรเบิร์ต ช็อค (Robert Schoch) ศาสตราจารย์สาขาวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน ได้ลงไปสำรวจโครงสร้างอนุสาวรีย์โยนากุนิ กล่าวว่า "อนุสาวรีย์โยนากุนิคือสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมิใช่ฝีมือมนุษย์ อนุสาวรีย์โยนากุนิคือความรู้ด้านธรณีวิทยาขั้นพื้นฐาน และวิชาลำดับชั้นหินคลาสสิคว่าด้วยเรื่องหินทราย ซึ่งเป็นหินที่มักจะแตกออกเป็นแผ่นๆ ทำให้เกิดขอบที่ตรงเรียบ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยรอยเลื่อน (fault) และเกิดธรณีแปรสัณฐาน (tectonic activity) ขึ้นบ่อยครั้ง ภาพถ่ายที่นำมาแสดงกันมักจะใช้ภาพที่ออกมาดูเหมือนสิ่งก่อสร้างของมนุษย์เป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่มีอีกหลายจุดที่เห็นแล้วไม่เข้าลักษณะ ส่วนข้ออ้างที่ว่า พบลายสลักอักษร ผมมองว่าเป็นเพียงรอยขีดข่วน และไม่รู้ว่าตีความว่าเป็นตัวอักษรด้วยพื้นฐานจากอะไร"

เเบบร่างอนุสาวรีย์โยนากุนิ

นักวิจัยยูเอฟโอเสนอว่า เมืองโบราณแห่งนี้ ไม่ใช่เมืองที่เรากล่าวถึงกัน เพราะเเท้จริงเเล้วมันคือยานอวกาศที่จมนํ้าหลายหมื่นปีก่อน เราต้องหาทางเข้าให้เจอ อาจมีประตูหรือทางเข้าซ่อนอยู่ อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์การสร้าง และใครเป็นผู้สร้าง ยังคงลึกลับ เเละโต้เถียงกันอยู่ในปัจจุบัน

อ้างอิง : wikipedia