มาชูปิกชู ผู้มาเยือนจากต่างดาว

มาชูปิกชู
ภาพ : pixabay

มาชูปิกชู (Machu Picchu) อยู่บนเทือกเขาแอนดีส ประเทศเปรู ภูเขามีความสูงถึง 2,430 เมตร มีเนื้อที่ 13 ตารางกิโลเมตร เมืองสาบสูญแห่งอินคา ดูราวกับลอยอยู่ในสายหมอก เมื่อมองจากตีนเขาจะไม่สามารถมองเห็นมาชูปิกชูได้เลย และนี่ก็คงเป็นสาเหตุที่ทำให้มาชูปิกชูไม่ถูกค้นพบเป็นเวลานาน และยังคงสภาพอันสมบูรณ์เอาไว้ได้ มาชูปิกชูถูกสร้างเป็นลักษณะขั้นบันไดไล่ลงมาตามความชันของหุบเขา แต่ละชั้นสูง 3 เมตร มีจำนวนทั้งหมด 40 ชั้น ซึ่งถูกเชื่อมถึงกันด้วยบันไดกว่า 3,000 ขั้น และมีสิ่งก่อสร้างซึ่งสร้างด้วยหินกว่า 200 หลัง มาชูปิกชูนับเป็นศูนย์กลางที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโลกโบราณคดี และเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมเยือนประเทศเปรู

ค.ศ. 1911 ไฮแรม บิงแฮม (Hiram Bingham) นักโบราณคดี ผู้ค้นพบมาชูปิกชูว่าเป็นหลักฐานที่สำคัญของจักรวรรดิอินคา ชื่อ มาชูปิกชู ถูกตั้งให้กับโบราณสถานแห่งนี้โดยบิงแฮมถามชนพื้นเมืองถึงชื่อเมืองเเห่งนี้ ชนพื้นเมืองเข้าใจผิดนึกว่าถามถึงชื่อของภูเขาจึงตอบว่า มาชูปิกชู แปลว่า ยอดเขาผู้ชรา ซึ่งเลยได้กลายมาเป็นชื่อของโบราณสถานเเห่งนี้จนทุกวันนี้

ค.ศ. 1983 องค์กรยูเนสโกได้กำหนดมาชูปิกชูให้เป็นมรดกโลก โดยทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับให้คนไปศึกษาประวัติศาสตร์

ค.ศ. 2007 มาชูปิกชูได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่

บิงแฮมได้ทำการตรวจสอบมาชูปิกชู 3 ครั้ง และเขียนผลการวิจัยหลายฉบับออกมา ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ หนังสือ The Lost City of the Incas ซึ่งกลายมาเป็นนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค บิงแฮมได้นำเสนอสมมติฐานว่า มาชูปิกชูเคยถูกปกครองโดยนักบวชของลัทธิบูชาสุริยะ และมีการทำพิธีถวายหญิงสาวเป็นเครื่องสังเวยแก่พระเจ้า เเละที่เเห่งนี่เป็นป้อมปราการสุดท้ายของชาวอินคาที่ต่อสู้กับชาวสเปนอีกด้วย ซึ่งสมมติฐานนี้ได้กลายมาเป็นบันทึกสำคัญของมาชูปิกชู บิงแฮมส่งเสริมการค้นคว้าเกี่ยวกับมาชูปิกชูไว้มากมาย ในปัจจุบันนักเขียนหลายคนก็ได้แรงบันดาลใจจากงานเขียนของเขา อย่างไรก็ดีสมมติฐานที่บิงแฮมทิ้งไว้ในฐานะผู้ค้นพบทำให้งานวิจัยในยุคหลังเป็นไปอย่างลำบาก

ภูเขาราวกับใบหน้าคนเมื่อมองเอียงข้าง
ภาพ : flickr

สมมติฐานนักวิจัยยูเอฟโอให้ความเห็นว่า อัศจรรย์ทางวิศวกรรมของมาชูปิกชู ชาวอินคาสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ได้อย่างไร เช่น ปราสาทราชวัง, ป้อมปราการ, ลานจัตุรัส, เรื่อยไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ทำได้ยาก โดยการก่อสร้างปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างล้อเลื่อน และเครื่องมือที่ทำจากเหล็กกล้าได้อย่างไร เเละที่น่าสนใจเมื่อมองดูดีๆ ภูเขาลูกนี้ราวกับใบหน้าของมนุษยชาติเลย เป็นไปได้ไง

สมมติฐานมาชูปิกชูสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1450-1460 การก่อสร้างอยู่ในยุคปกครองราชวงศ์ซาปาอินคา (Pachacuti) มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในหมู่นักโบราณคดีว่า ซาปาอินคาได้สั่งให้ก่อสร้างพระราชวังให้กับตัวเอง มาชูปิกชูจึงถือเป็นพระราชวัง ประกอบไปด้วยราชวัง, วิหาร, คฤหาสน์ล้อมอยู่รอบๆ มีผู้อยู่อาศัยประมาณ 750 คน เเละถูกนำมาใช้เพียงประมาณ 80 ปี ก่อนที่จะถูกทอดทิ้งที่ดูเหมือนว่า เกิดจากการถูกสเปนพิชิตอาณาจักรอินคา บันทึกที่หลงเหลือของชาวสเปนกล่าวว่า "บันทึกปี 1572 ชาวอินคากลุ่มสุดท้ายขัดขืนเพียงเล็กน้อยก่อนจะยอมจำนนที่ซ่อนกลางป่าดงดิบในที่ราบ"

สมมติฐานมาชูปิกชูน่าจะเป็นเมืองที่เกี่ยวข้องกับพิธีทางศาสนา เป็นที่อาศัยของนักบวชเพื่อใช้ในการสังเกตการโคจรของดวงอาทิตย์ เนื่องจากมีหน้าต่างซึ่งดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ตรงกลางพอดีในวันสิ้นสุดฤดูร้อน และวันสิ้นสุดฤดูหนาว เห็นได้จากตำแหน่งของเมืองที่เหมาะกับการสังเกตุวงโคจรดวงอาทิตย์ ชาวอินคามักจะยกพระอาทิตย์ และพระจันทร์เป็นของคู่กัน ซึ่งมีการพบสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์ และพระจันทร์ในโบราณสถานอื่นๆ เป็นจำนวนมาก และสำหรับมาชูปิกชูซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์นี้ ก็มีถ้ำในไวนาปิกชู แปลว่า ยอดเขาผู้เยาว์วัย ที่อยู่เบื้องหลังมาชูปิกชูอีกที ซึ่งถูกสร้างไว้เป็นวิหารของดวงจันทร์

ปริศนาของมาชูปิกชูคือ สร้างขึ้นเพื่ออะไร ข้อสันนิษฐานของนักโบราณคดีมีตั้งแต่ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม, ที่มั่นทางทหาร, สถานที่พักผ่อนของชนชั้นสูง, ภูมิทัศน์ทางธรรมชาติ ที่น่าเเปลกคือ โครงสร้างมาชูปิกชูที่มนุษย์สร้างขึ้นหลายอย่างดูจะสอดคล้องกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์

ศตวรรษที่ 16 หลังจากสร้างได้เพียงร้อยปี มาชูปิกชูกลับถูกทิ้งร้าง และเนื่องจากอารยธรรมอินคาไม่มีภาษาเขียน นักโบราณคดีจึงไม่พบหลักฐานใดหลงเหลือที่จะอธิบายถึงวัตถุประสงค์การก่อสร้างได้ แม้ชุมชนในท้องถิ่นจะรู้ถึงการมีอยู่ของมาชูปิกชูมานานแล้ว แต่ก็ไม่เป็นที่รับรู้ของโลกภายนอกมาหลายร้อยปี แม้แต่ชาวสเปนผู้ชิตอินคาก็ไม่เคยค้นพบมาชูปิกชู เเละไม่กล่าวถึงด้วย กระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเยล ไฮแรม บิงแกม ไปยังเปรูจึงได้พบมาชูปิกชู เรื่องราวของสถาปัตยกรรมอันน่าอัศจรรย์นี้จึงเปิดเผยต่อสายตาชาวโลก

อ้างอิง : wikipedia