รอสเวลล์เเห่งจีน

เเผ่นหินดรอปา
ภาพ : flickr

รอสเวลล์เเห่งจีน (The Chinese Roswell) ประวัติศาสตร์ทิเบต-จีน ตำนานเก่าแก่โบรํ่าโบราณของจีนกล่าวถึงมนุษย์ผิวเหลือง หัวโต ตัวเล็ก เป็นมนุษย์ลงมาจากสวรรค์ ที่เทือกเขาเปเยง อรา อูลา (Bayan-Kara-Ula Mountain) เชื่อว่าบริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าโบราณ คือ ชาวดรอปา ชนเผ่านี้เป็นชาวป่าโบราณที่ไม่ค่อยแข็งแรงมาก เพราะป่วยด้วยโรคกระดูกผุ พวกเขามีความสูงเฉลี่ย 127 เซ็นติเมตร จนปัจจุบันเองก็ยังไม่ถูกจำแนกว่าเป็นมนุษยชาติสายพันธุ์ใด บันทึกโบราณชาวดรอปาคือ เป็นกลุ่มคนที่ได้ลงมาจากท้องฟ้า ยานอวกาศบรรพบุรุษของเขาได้ซ่อนตัวอยู่ภายในถ้ำแห่งความลับ พวกเขาเป็นพวกที่เหลืออยู่หลังจากเกิดประสบอุบัติเหตุ เนื่องจากยานอวกาศชนภูเขาในระหว่างที่จะนำยานอวกาศลงจอดบนโลก และการที่พวกเขาไม่สามารถจะไปไหนได้นั้น เป็นเพราะว่าพวกเขาประสบความล้มเหลวในการซ่อมแซมยานอวกาศ

ในอดีตเคยมียานอวกาศมาเยือนโลกบนแผ่นดินจีน รายงานของนักโบราณคดีกล่าวว่า เมื่อ 12,000 ปีที่ผ่าน เคยมียานอวกาศมาเยือนโลก ข้อมูลทั้งหลายทั้งปวงนี้อ้างอิงมาจากการสำรวจถ้ำของนักโบราณคดีในแถบรอยต่อระหว่างธิเบต และจีน ที่พบถํ้าบายันคาลาฮูรา นักโบราณคดีพบเเผ่นหินดรอปาที่มีลักษณะเป็นงานวาดภาพ รวมทั้งตัวอักษรแบบไฮเออโรกลีฟอียิปต์ที่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ถึง 716 แผ่น เเผ่นหินดรอปานี่มีรูอยู่ตรงกลางเหมือนเครื่องบันทึกเทป นักโบราณคดีลงความเห็นกันว่าเป็นหลักฐานของอารยธรรมต่างดาว

เเผ่นหินดรอปา
ภาพ : wikipedia

ค.ศ. 1938 ศาสตราจารย์ ดร. ชิ ปู ไต๋ (Chi Pu Tei) นักโบราณคดี ผู้เริ่มการสำรวจทางโบราณคดีในเทือกเขาเปเยง อรา อูลา ทิเบต-จีน ระหว่างที่ทำการสำรวจอยู่ ไต๋พบถํ้าใหญ่เเห่งความลับ ชื่อว่า ถํ้าบายันคาลาฮูรา เขาเขียนบันทึกการเดินทางว่า "พวกเราคิดว่าในถํ้านั้นคงมีความลับเกี่ยวกับชนเผ่าดรอปาซุกซ่อนอยู่บ้างจึงพากันดีใจมาก เพราะชนเผ่าดรอปานี้เป็นชนเผ่าเก่าแก่ก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในบริเวณเทือกเขานี้เท่านั้น สิ่งที่เราค้นพบแทนที่จะเป็นเศษเครื่องมือเครื่องใช้เก่าแก่ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ สิ่งแรกที่กระทบสายตา คือ จิตรกรรมฝาผนังที่เป็นรูปท้องฟ้า มีพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดาวต่างๆ ครบครัน มองไปแล้วเหมือนแผนที่บนฟากฟ้าโดยฝีมือคนสมัยใหม่เลย เพราะไม่ใช่รูปเขียนธรรมดาด้วยฝีมือมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เเน่นอน นอกจากฝีมือการวาดรูปดาวเดือนต่างๆ เเล้วยังบอกให้รู้ว่า ผู้วาดมีความรู้ทางดาราศาสตร์อย่างมาก คนมีความรู้ที่ไหนกันจะเข้ามาเขียนรูปเหล่านี้ไว้บนผนัง เเละเพดานถํ้าในป่าลึกที่ปราศจากผู้เข้าไปเยี่ยมเยือนนานนับ 12,000 ปี"

ด้วยความตื่นเต้นพิศวง นักโบราณคดีขุดพื้นถํ้าด้วยความระมัดระวังอย่างเต็มที่ คราวนี้สิ่งที่พบน่าสนใจยิ่งกว่าจิตรกรรมฝาผนัง คือ ขุดพบแผ่นหินศิลากลมๆ จำนวนมากรูปร่างเหมือนแผ่นเสียงสมัยใหม่ และก็มีอักษรเหมือนไฮเออโรกลีฟอียิปต์ที่ไม่มีใครอ่านออก จำนวนที่ขุดพบนั้นมีมากถึง 716 แผ่น ต่อมาเรียกว่าเเผ่นหินดรอปา

การขุดค้นยังนำไปสู่สิ่งน่าสนใจมากขึ้นไปอีก เพราะตรงที่พบแผ่นหินดรอปานั่น ค้นพบหลุมศพจำนวนมาก มีโครงกระดูกที่ปราศจากเนื้อหนังแล้ว ลักษณะของโครงกระดูกนั่นน่าประหลาดใจ เพราะเป็นโครงสร้างเกินมนุษย์ธรรมดา กะโหลกศีรษะใหญ่โตก็ผิดส่วนกับขนาดร่างกาย เห็นได้ชัดเจนเลยว่าไม่ใช่โครงกระดูกของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ลักษณะของโครงกระดูกคล้ายคลึงกับกระดูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่บินได้ หรือสิ่งที่มีชีวิตที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความดึงดูดตํ่า

ศาสตราจารย์ ดร. ไต๋ และคณะนักโบราณได้พากันออกจากถํ้าสำคัญนั้นกลับสู่ปักกิ่งทันที ภายหลังมีการห่อหุ้มจารึกต่างๆ ไว้เป็นอย่างดีแล้ว ทีมนักโบราณคดีได้ส่งมันไปให้ผู้เชี่ยวชาญที่กรุงมอสโคว์ตรวจสอบ และพบว่าเเผ่นหินดรอปาประกอบด้วยธาตุโคบอลต์อยู่เป็นจำนวนมาก และมีการเต้นเป็นจังหวะราวกับว่าภายในตัวของเเผ่นหินดรอปามีกระแสไฟฟ้าบรรจุอยู่ เเละอธิบายไว้ว่าชาวโบราณน่าจะมีลูกหลานที่อายุยืนมาหลายชั่วรุ่นพอสมควร เพราะจากเรื่องราวท้องถิ่นแถบนั้น มีนิทานพื้นบ้านที่เล่าถึงคนร่างเล็ก ผิวเหลือง ที่ลงมาจากท้องฟ้า และถูกชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถบนั้นขับไล่ออกไป เพราะพวกเขามีใบหน้าสีเหลือง หัวโต ตัวเล็ก มองดูน่าเกลียด บางคนยังถูกชาวบ้านไล่ตี เพราะนึกว่าเป็นพวกปีศาจ นิทานดังกล่าวได้รับการยืนยันจากการค้นพบ และตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดีกล่าวว่า "มันอาจจะเป็นลิงพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งมีการค้นพบก็เป็นได้" ความประหลาดอีกอย่างหนึ่งของเรื่องนี้ คือ บรรดารูปวาดที่ปรากฏอยู่บนกำแพงถ้ำ ภาพดังกล่าวเป็นภาพของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวดวงอื่นๆ ระหว่างดาวบางดวงเต็มไปด้วยวงกลมเล็กๆ ขนาดเท่าเม็ดถั่ว นักโบราณคดีกล่าวว่า "นี่อาจเป็นการบันทึกเรื่องราวการเดินทางของพวกเขา เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้ก็เป็นไปได้"

รัฐบาลจีนได้สั่งการผ่านสถาบันศึกษาโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ ให้ระงับการค้นคว้าเกี่ยวกับถ้ำบายันคาลาฮูราอย่างไม่มีสาเหตุ แต่แล้วก็อนุญาตให้มีการค้นคว้าต่อในภายหลัง ผลจากการเพียรพยายามอันยาวนาน ต้นฉบับของเเผ่นหินดรอปาก็ได้ถูกแปลออกมาโดยผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณของจีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการมาเยือนโลกของยานอวกาศต่างดาว

เเผ่นหินดรอปา
ภาพ : wikipedia

ค.ศ. 1962 ศาสตราจารย์ ดร. ซัม อัม นุย (Tsum Um Nui) นักโบราณคดี ผู้รวบรวมงานเขียนจากตำนานโบราณ ที่ได้มาจากแผ่นศิลาจารึกโบราณ เขาอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างให้งานเขียนชิ้นนี้ เขาได้นำข้อความมาเปรียบเทียบกับพงศาวดาร และตำนานโบราณดึกดำบรรพ์ และตีพิมพ์เป็นภาษาเยอรมันในนิตยสาร Das vegetarische Universum งานเขียนเป็นเอกสารกล่าวถึงการมาเยือนของมนุษย์ต่างดาวครั้งแรกเริ่มที่สุด นี่เป็นข้อความในเอกสาร "ประมาณ 12,000 ปีมาแล้ว สิ่งประหลาด กลุ่มหนึ่งซึ่งมีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว ได้นำยานอวกาศของเขาลงจอดที่นี่ พวกเขาถูกชาวพื้นเมืองตามล่าจนต้องหนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในถํ้า ต่อมาภายหลังชาวพื้นเมืองกลับนำเครื่องบรรณาการมาให้เป็นสัญญาณสันติภาพ เมื่อสิ่งประหลาดกลุ่มนั้นก้าวออกมาจากถํ้าก็ถูกฆ่าตายทันที เพราะว่าพวกเขาน่าเกลียดน่ากลัวเกินไป" ศาสตราจารย์ ดร. ซัม อัม นุย สามารถตีความหมายของจารึกได้เพียงแผ่นเดียวเท่านั้น ส่วนจารึกแผ่นอื่นๆ มีข่าวลือว่าสหภาพโซเวียตได้มาแอบขนไปมอสโกแล้ว ซึ่งตามความจริงไม่มีใครรู้ เเต่มีความเป็นไปได้อยู่

Dr. Vyatcheslav Saizev นักวิทยาศาสตร์เเห่งสหภาพโซเวียต เขาวิจัยเเผ่นหิน เเละอธิบายคุณสมบัติพิเศษว่าเเผ่นหินดรอปานี้ชาร์จไฟฟ้าได้ภายในตัว และบ้างก็ว่ามีปฏิกิริยาต่อเสียง และความถี่ของเสียง นักวิจัยอื่นๆ อธิบายเสริมว่า มันไม่ใช่แผ่นหินธรรมดา แต่เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของมนุษย์ต่างดาวที่มีความเจริญทางวิทยาการสูง เเละเป็นไปได้ว่าใช้เครื่องมือนี้โทรให้ดาวบ้านเกิดมาช่วย

ค.ศ. 1974 Ernst Wegerer วิศวกรชาวออสเตรีย ได้แวะเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์บันโพ (Banpo) ในซีอานจังหวัดมณฑลส่านซีซึ่งเป็นที่ตั้งเเสดงของเเผ่นหินนี้ เขาถามผู้จัดการดูเเลถึงรายละเอียด เเละที่มาของมัน เเต่ไม่มีใครสามารถอธิบายอะไรได้ แต่อนุญาตให้เขาเอามือจับ และถ่ายรูปได้ เขากล่าวว่าในภาพถ่ายของเขาสามารถมองเห็นอักษรอียิปต์โบราณได้เนื่องจากถูกซ่อนด้วยแฟลชจากกล้อง

มีนักวิทยาศาสตร์วิจัยดูแล้วปรากฏว่ามันไม่ใช่หินแท้ แต่มันเป็นส่วนประกอบของหินแกรนิตกับโคบอลต์ ซึ่งหินแกรนิตนี้เป็นหินอัคนีที่แข็งเเรงมาก ส่วนโคบอลต์เป็นส่วนประกอบของโลหะที่มีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็ก ด้วยการผสมผสานกันทำให้แผ่นจารึกอยู่ยงคงกระพันต่อสภาพธรรมชาติของสิ่งแวดล้อมได้นานเท่านา

นักโบราณคดีคิดกันไปว่าผู้ที่นำหินแกรนิตผสมโคบอลต์มาใช้นี้ คงจะเป็นคนที่รู้จักคุณสมบัติของมัน ซึ่งก็คงได้แก่มนุษย์ต่างดาวที่ยานมาตกในเทือกเขาในตำนานกล่าวถึงนั้นแหละเป็นผู้ประดิษฐ์ ด้วยความมุ่งหมายบางประการ บางทีข้อความที่จารึกอยู่ในนั้นอาจเป็นเทคโนโลยี และวิชาการที่มนุษย์ต่างดาวจารึกลงไว้ก็ได้ หรือไม่ก็เป็นที่จดบันทึกประจำวันที่มนุษย์ต่างดาวนั้นบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลก เเละบันทึกเหตุการยานตกสู่พื้นผิวโลก

เพิ่มเติมถึงการค้นพบดังกล่าว ไม่มีใครทราบว่านักโบราณนำโครงกระดูก และแผ่นศิลาจารึกติดตัวไปด้วยรึเปล่า หรือทิ้งไว้ในถํ้าลึกลับนั้นทั้งหมด ข้อมูลหลายๆ อย่างดูเหมือนจะหายสาบสูญไปเลย สูญหายจากความทรงจำ และความรับรู้ของผู้คน ไม่มีใครกล่าวถึงมันอีกเลย มีนักโบราคดี เเละบุคลที่มีชื่อเสียงโต้เถียงเรื่องนี้อยู่มาก มีหลายทฤษฎียากที่จะอธิบายได้

อ้างอิง : wikipedia