ยูเอฟโอ

ยูเอฟโอ (UFO) หรือที่เรียกกันว่า วัตถุบินกำหนดเอกลักษณ์ไม่ได้ ในความหมายกว้างที่สุด คือ สิ่งผิดปกติบนท้องฟ้าหรืออยู่บนพื้นดิน แต่สังเกตว่า บินร่อนลงจอดหรือบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ซึ่งไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ได้ในทันทีว่า เป็นวัตถุบินหรือปรากฏการณ์ใดๆ ที่ทราบจากการสังเกตด้วยตา หรือการใช้เครื่องมือช่วย เช่น เรดาร์ สิ่งผิดปกติเหล่านี้มักเรียกว่า จานผี, จานบิน, ยูเอฟโอ, วัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติค.ศ. 1930-1950 จานผี, จานบิน, เรือบิน ถูกใช้เรียกวัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติเป็นจำนวนมาก เเละเหตุการที่โด่งดังที่สุด คือ จานบินตกรอสเวลล์ ซึ่งก็ใช้ชื่อเรียกว่า จานบินตกที่รอสเวลล์Central Intelligence Agency & Majestic 12 (US, 1947-?) ประธานาธีบดี เเฮร์รี่ เอส. ทรูเเมน (Harry S. Truman) ริเริ่มอนุมัติ 2 โครงการ ผู้ดูเเลโครงการคือเจมส์ ฟอร์เรสตอล (James Forrestal) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมคนเเรกของสหรัฐฯ1. สำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ทำหน้าที่รวมรวบหลักฐานยูเอฟโอทั่วประเทศเพื่อหามูลความจริง เเละส่งไปให้เจ้าหน้าที่มาเจสติกตรวจสอบข้อมูลต่อว่าจริงเท็จเเค่ไหน 2. มาเจสติก 12 (Majestic12) ทำให้หน้าที่พิจารณาว่า ยูเอฟโอ…

หายนะอุกกาบาตตก เหตุการณ์ตุงกุสคา

ภาพจำลองเหตุการตุงกุสคา
ดาวหางหรืออุกกาบาตหรือดาวเคราะห์น้อย

เหตุการณ์ตุงกุสคา (Tunguska event) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 1908 บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำพอดกาเมนนายาตุงกุสคา (Podkamennaya Tunguska River) เมืองไซบีเรีย จักรวรรดิรัสเซีย มีการระเบิดอย่างรุนแรงเกิดขึ้น เป็นระเบิดที่รุนแรงกว่าฮิโรชิม่า การระเบิดมีความรุนแรงเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 30 เมกะตัน หรือประมาณ 1,000 เท่า ของระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น การระเบิดเกิดขึ้นกลางอากาศที่ความสูงประมาณ 5-10 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน การระเบิดทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนแผ่ออกเป็นวงกว้าง เทียบเท่ากับแผ่นดินไหวที่แมกนิจูด 5.0 ริกเตอร์ ทำลายต้นไม้ประมาณ 80 ล้านต้น ต้นไม้ในป่าโค้นล้มเป็นพื้นราบกินอาณาเขตประมาณ 2,000 ตารางกิโลเมตร ทั่วโลกพบเห็นแสงอร่ามทางทิศตะวันตก 4-5 ชั่วโมง เหตุการณ์นี้ได้จุดประกายการอภิปรายทันที เเต่เรื่องทั้งหมดกับสูญหายไปตามกาลเวลา เหมือนไม่เคยเกิดขึ้น มีการศึกษาช่วงเเรกพบว่าเป็นดาวหาง ต่อมาพบเศษวัตถุหินสะเก็ดดาวเหมือนอุกกาบาต ต่อมาเรื่องทั้งหมดเงียบลง ปัจจุบันมีหนังสือหลายร้อยเล่มขายเพื่อธิบายเรื่องนี้ เเต่ก็ไม่มีใครทราบข้อมูลได้เเน่ชัด

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 1908 เวลา 07:17 ชาวเมืองเอเวนค์ (Evenki) ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บนภูเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบไบคาล (Lake Baikal) ได้สังเกตเห็นแสงสีฟ้าสดใสราวกับดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ข้ามท้องฟ้า ประมาณ 10 นาทีต่อมามีเสียงดังขึ้น เสียงคล้ายกับปืนใหญ่ ผู้เห็นเหตุการณ์รายงานว่า แหล่งที่มาของเสียงมาจากทางทิศตะวันออกไปทางทิศเหนือ เสียงดังมาพร้อมกับคลื่นกระแทก (Shock wave) เเละบ้านเรือนสั่นเหมือนเกิดเเผ่นดินไหว พยานส่วนใหญ่รายงานว่าไม่เห็นเมฆรูปเห็ด เเต่เหมือนเกิดการระเบิดรุนเเรง สถานีตรวจจับแผ่นดินไหวทั่วโลกตรวจพบคลื่นอากาศจากการระเบิดทั่วยูเรเซีย เยอรมนี, เดนมาร์ก, โครเอเชีย,  สหราชอาณาจักร ไกลที่สุดถึงกรุงจาการ์ตา และกรุงวอชิงตันดีซี ส่งผลให้วัดคลื่นกระแทกได้ประมาณ 5.0 ริกเตอร์

จักรวรรดิรัสเซียไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องนี้ในทันที เนื่องจากพื้นที่ตุงกุสคาถือว่าทุรกันดารอย่างมาก หรือหากว่ามีการเข้ามาศึกษาในเรื่องนี้ เอกสารการศึกษาก็อาจจะสูญหายไป เพราะยุคนั้นรัสเซียเข้าสู่ยุคของความยุ่งเหยิงพอดี เช่น สงครามโลกครั้งที่ 1, การปฏิวัติรัสเซีย,  สงครามกลางเมือง, การก่อตั้งสหภาพโซเวียต

เเผนที่จุดเกิดเหตุ เเละระยะรัศมีความกว้าง

ค.ศ. 1927 การวิจัยของสหภาพโซเวียตจึงเริ่มขึ้น นักวิทยาศาสตร์โซเวียตทำวิจัยพบว่า เหตุการณ์ตุงกุสคาเป็นการปะทะของอุกกาบาตขนาดใหญ่ที่สุดที่มนุษย์สังเกตพบในช่วงประวัติศาสตร์ จากการลงความเห็นของผู้เชียวชาญ แรงระเบิดนั้นมาจากเเสงเลเซอร์ยิงอุกกาบาต นักวิทยาศาสตร์ถึงกับกล่าวว่า "มันอาจเป็นดาวหางหรืออาจเป็นแสงเลเซอร์จากดวงดาวอื่น" อเล็กซานเดอร์ คาซานท์เซฟ (Alexander Kazan Safe) วิศวกรด้านอาวุธโซเวียตลงความเห็นว่า "มันเป็นพวกยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานปรมาณู ซึ่งขณะบินทำการสำรวจโลกมันตกลงมา และเกิดระเบิดขึ้น"

ค.ศ. 1930 ลูเบอร์ เครแซัก (Ľubor Kresák) นักดาราศาสตร์ วิจัยพบว่าน่าจะเป็นดาวหางขนาดเล็ก ประกอบด้วยฝุ่นละออง และสารระเหย เช่น น้ำแข็ง และก๊าซแช่แข็ง และอาจได้รับการระเหยโดยผลกระทบจากชั้นบรรยากาศของโลกโดยไม่มีร่องรอยชัดเจน สมมติฐานของดาวหางได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากท้องฟ้าสีฟ้าที่ผู้พบเห็นรายงาน สมมติฐานดาวหางนี้ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในหมู่นักวิจัยโซเวียตถึงปี 1960

ค.ศ. 1950-1960 นักวิทยาศาสตร์สหภาพโซเวียตเปิดเผยรายงานศึกษาพบว่า มีโมเลกุลซิลิเกต (Silicate) และหินแม่เหล็ก (Magnetite) เเละไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า ต้นไม้ทำไมจึงถูกโค่นล้ม มีการวิเคราะห์ทางเคมีฟิสิกส์บริเวณที่ทำการสำรวจพบว่า มีความผิดปกติหลายอย่างแสดงให้เห็นว่า หินแม่เหล็กอาจมาจากอุกกาบาต นำไปสู่ข้อสรุปว่าเป็นแหล่งกำเนิดจากนอกโลก ซึ่งความเข้มข้นของหิน เเละดินในภูมิภาคที่เกิดเหตุ พบว่ามีความสอดคล้องกับการกระจายของเศษสะเก็ดดาวระเบิดบนอากาศ การศึกษาต่อพบว่าอัตราส่วนมีความผิดปกติในหินหลายๆ ชนิด เมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมโดยรอบก่อนหน้า มีการตรวจจับไอโซโทปพบธาตุคาร์บอน ธาตุไฮโดรเจน และธาตุไนโตรเจน พบว่าไม่สอดคล้องกับอัตราส่วนไอโซโทปที่วัดได้ในชั้นดินที่อยู่ไกล้เคียงกัน และความผิดปกตินี้ เป็นลักษณะผิดปกติอย่างสูง เเละยังพบธาตุอิริเดียม (Iridium) ที่พบในยุคครีเทเชีย-ยุคพาลีโอจีน (Cretaceous-Paleogen) สัดส่วนที่ผิดปกติเหล่านี้เชื่อกันว่า เป็นผลมาจากเศษซากจากยานต่างดาว มีการตรวจผลธาตุไนโตรเจนจำนวนมากบ้างก็ว่าอาจเป็นฝนกรด (Acid rain)

ต้นไม้ล้มเเต่ไม่สลายกลายเป็นฝุ่น
การตกเหมือนจะเป็นคลื่นหรือเเผ่นดินไหว

ค.ศ. 1961 สหภาพโซเวียตทดลองยิงระเบิดนิวเคลียร์ในสงครามเย็น ขื่อ ซาร์บอมบา (Tsar Bomba) เกิดการระเบิด 50 เมกะตัน เป็นอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงพลังที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างมา เเต่เมื่อปี 1908 เกิดเเรงระเบิดเหตุการณ์ตุงกุสคา 30 เมกะตัน เเละสมัยนั้นยังไม่มีใครคิดค้นระเบิดนิวเคลียร์ได้

ค.ศ. 1983 Zdeněk Sekanina นักดาราศาสตร์ ได้ตีพิมพ์บทความวิจารณ์สมมติฐานดาวหาง เขาชี้ให้เห็นว่าส่วนประกอบวัตถุที่เป็นดาวหางซึ่งเดินทางผ่านบรรยากาศตามแนวโคจรควรจะสลายไปในขณะที่ก่อนจะถึงพื้นผิวโลก เหตุการณ์ตุงกุสคาความหนาแน่นของวัตถุหินอาจจะเป็นดาวเคราะห์น้อยมากกว่าดาวหาง

ค.ศ. 1990 จูเซปเป ลองโก้ (Giuseppe Longo) นักฟิสิกส์เเห่งมหาวิทยาลัยโบโลญญา ได้ตรวจดูต้นไม้ในพื้นที่ที่มีผลกระทบ พบอนุภาคที่ติดอยู่ในช่วงเหตุการณ์ตุงกุสคา เขาพบว่ามีวัสดุระดับสูงที่พบได้ทั่วไปในดาวเคราะห์น้อยที่เป็นก้อนหิน และไม่น่าจะพบได้ในดาวหางหรืออุกกาบาต

ค.ศ. 2009 เคลลี่ เอตแอล (Kelly et al.) ยืนยันว่าผลกระทบปรากฏการณ์ตุงกุสคาเกิดจากดาวหางที่มีไอน้ำจำนวนมากในชั้นบรรยากาศ เนื่องจากการไม่มีเมฆเกิดขึ้น

ค.ศ. 2010 Vladimir Alexeev นักดาราศาสตร์ ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยนิวเคลียร์ (TRINITY) มีการวิเคราะห์เพบว่า มีก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่กระทบกระเทือนต่อดิน ซึ่งดูเหมือนจะสนับสนุนทฤษฎีที่ว่า ดาวหางเป็นสาเหตุของความหายนะ

ค.ศ. 2014 องค์การสหประชาชาติ (UN) ร่วมกับนาซ่า (NASA) ประกาศให้วันที่ 30 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันอุกกาบาตโลก เพื่อให้มนุษย์ตระหนักถึงภัยจากอุกกาบาตที่อาจหลุดวงโคจรเข้ามาโจมตีโลกได้ทุกเวลา เเต่เรื่องเหตุการณ์ตุงกุสคาก็ยังคงเป็นความลับอยู่

นักวิจัยยูเอฟโอให้ความเห็นว่า เรื่องเหตุการตุงกุสคาถูกปกปิดเป็นความลับสุดยอด ผลกระทบจากอาวุธนิวเคลียร์ไม่น่าใช่ ดาวหางไม่น่าใช่ ดาวเคราะห์น้อยก็ไม่ใช่ อุกกาบาตก็ยิ่งไม่น่าใช่เลย ที่ใช่น่าจะคือมนุษย์ต่างดาวยิงอุกกบาตเพื่อช่วยโลกของเรา หรือมนุษย์ต่างดาวต่อสู้กันเอง หรือยูเอฟโอตกนั่นเอง บ้างก็ว่าเกิดจากหลุมดำหรือประตูมิติ ทั้งหมดทั้งมวลสาเหตุยังคงเป็นประเด็นถกเถียง เเละโดนปกปิดข่าว ปัจจุบันทุกทฤษฎีทั้งหมดถูกปัดทิ้ง เพราะมันเกิดมาเเล้ว 100 กว่าปี ยังไม่มีใครหาคำตอบได้ เเละอธิบายอย่างมีเหตุมีผลได้เลย มีนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จำนวนมาก

อ้างอิง : wikipedia