หายนะอุกกาบาตตก เหตุการณ์ตุงกุสคา

ภาพจำลองเหตุการตุงกุสคา
ดาวหางหรืออุกกาบาตหรือดาวเคราะห์น้อย
ภาพ : pixabay

เหตุการณ์ตุงกุสคา (Tunguska event) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 1908 บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำพอดกาเมนนายาตุงกุสคา (Podkamennaya Tunguska River) เมืองไซบีเรีย จักรวรรดิรัสเซีย มีการระเบิดอย่างรุนแรงเกิดขึ้น เป็นระเบิดที่รุนแรงกว่าฮิโรชิม่า การระเบิดมีความรุนแรงเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 30 เมกะตัน หรือประมาณ 1,000 เท่า ของระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น การระเบิดเกิดขึ้นกลางอากาศที่ความสูงประมาณ 5-10 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน การระเบิดทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนแผ่ออกเป็นวงกว้าง เทียบเท่ากับแผ่นดินไหวที่แมกนิจูด 5.0 ริกเตอร์ ทำลายต้นไม้ประมาณ 80 ล้านต้น ต้นไม้ในป่าโค้นล้มเป็นพื้นราบกินอาณาเขตประมาณ 2,000 ตารางกิโลเมตร ทั่วโลกพบเห็นแสงอร่ามทางทิศตะวันตก 4-5 ชั่วโมง เหตุการณ์นี้ได้จุดประกายการอภิปรายทันที เเต่เรื่องทั้งหมดกับสูญหายไปตามกาลเวลา เหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น มีการศึกษาช่วงเเรกพบว่าเป็นดาวหาง ต่อมาพบเศษวัตถุหินสะเก็ดดาวเหมือนอุกกาบาต ต่อมาเรื่องทั้งหมดเงียบลง ปัจจุบันมีหนังสือหลายร้อยเล่มขายเพื่อธิบายเรื่องนี้เเต่ก็ไม่มีใครทราบข้อมูลได้เเน่ชัด

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 1908 เวลา 07:17 ชาวเมืองเอเวนค์ (Evenki) ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บนภูเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบไบคาล (Lake Baikal) ได้สังเกตเห็นแสงสีฟ้าสดใสราวกับดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ข้ามท้องฟ้า ประมาณ 10 นาทีต่อมามีเสียงดังขึ้น เสียงคล้ายกับปืนใหญ่ ผู้เห็นเหตุการณ์รายงานว่า แหล่งที่มาของเสียงมาจากทางทิศตะวันออกไปทางทิศเหนือ เสียงดังมาพร้อมกับคลื่นกระแทก (Shock wave) เเละบ้านเรือนสั่นเหมือนเกิดเเผ่นดินไหว พยานส่วนใหญ่รายงานว่าไม่เห็นเมฆรูปเห็ด เเต่เหมือนเกิดระเบิดรุนเเรง สถานีตรวจจับแผ่นดินไหวทั่วโลกตรวจพบคลื่นอากาศจากการระเบิดทั่วยูเรเซีย เยอรมนี, เดนมาร์ก, โครเอเชีย,  สหราชอาณาจักร ไกลที่สุดถึงกรุงจาการ์ตา และกรุงวอชิงตันดีซี ส่งผลให้วัดคลื่นกระแทกได้ประมาณ 5.0 ริกเตอร์

จักรวรรดิรัสเซียไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องนี้ในทันที เนื่องจากพื้นที่ตุงกุสคาถือว่าทุรกันดารอย่างมาก หรือหากว่ามีการเข้ามาศึกษาในเรื่องนี้ เอกสารการศึกษาก็อาจจะสูญหายไป เพราะยุคนั้นรัสเซียเข้าสู่ยุคของความยุ่งเหยิงพอดี เช่น สงครามโลกครั้งที่ 1, การปฏิวัติรัสเซีย,  สงครามกลางเมือง, การก่อตั้งสหภาพโซเวียต

เเผนที่จุดเกิดเหตุ เเละระยะรัศมีความกว้าง
ภาพ : wikipedia

ค.ศ. 1927 การวิจัยของสหภาพโซเวียตจึงเริ่มขึ้น นักวิทยาศาสตร์โซเวียตทำวิจัยเชื่อกันว่า เหตุการณ์ตุงกุสคาเป็นการปะทะของอุกกาบาตขนาดใหญ่ที่สุดที่มนุษย์สังเกตพบในช่วงประวัติศาสตร์ จากการลงความเห็นของผู้เชียวชาญ แรงระเบิดนั้นมาจากเเสงเลเซอร์ยิงอุกกาบาต นักวิทยาศาสตร์ถึงกับกล่าวว่า "มันอาจเป็นดาวหางหรืออาจเป็นแสงเลเซอร์จากดวงดาวอื่น" อเล็กซานเดอร์ คาซานท์เซฟ (Alexander Kazan Safe) วิศวกรด้านอาวุธโซเวียตลงความเห็นว่า "มันเป็นพวกยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานปรมาณู ซึ่งขณะบินทำการสำรวจโลกมันตกลงมา และเกิดระเบิดขึ้น"

ค.ศ. 1930 ลูเบอร์ เครแซัก (Ľubor Kresák) นักดาราศาสตร์ วิจัยพบว่าน่าจะเป็นดาวหางขนาดเล็ก ประกอบด้วยฝุ่นละออง และสารระเหย เช่น น้ำแข็ง และก๊าซแช่แข็ง และอาจได้รับการระเหยโดยผลกระทบจากชั้นบรรยากาศของโลกโดยไม่มีร่องรอยชัดเจน สมมติฐานของดาวหางได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากท้องฟ้าสีฟ้าที่ผู้พบเห็นรายงาน สมมติฐานดาวหางนี้ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในหมู่นักวิจัยโซเวียตถึงปี 1960

ค.ศ. 1950-1960 นักวิทยาศาสตร์สหภาพโซเวียตเปิดเผยรายงานศึกษาพบว่า มีโมเลกุลซิลิเกต (Silicate) และหินแม่เหล็ก (Magnetite) เเละไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า ต้นไม้ทำไมจึงถูกโค่นล้ม มีการวิเคราะห์ทางเคมีฟิสิกส์บริเวณที่ทำการสำรวจพบว่า มีความผิดปกติหลายอย่างแสดงให้เห็นว่า หินแม่เหล็กอาจมาจากอุกกาบาต นำไปสู่ข้อสรุปว่าเป็นแหล่งกำเนิดจากนอกโลก ซึ่งความเข้มข้นของหิน เเละดินในภูมิภาคที่เกิดเหตุ พบว่ามีความสอดคล้องกับการกระจายของเศษสะเก็ดดาวระเบิดบนอากาศ การศึกษาต่อพบว่าอัตราส่วนมีความผิดปกติในหินหลายๆ ชนิด เมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมโดยรอบก่อนหน้า มีการตรวจจับไอโซโทปพบธาตุคาร์บอน ธาตุไฮโดรเจน และธาตุไนโตรเจน พบว่าไม่สอดคล้องกับอัตราส่วนไอโซโทปที่วัดได้ในชั้นดินที่อยู่ไกล้เคียงกัน และความผิดปกตินี้ เป็นลักษณะผิดปกติอย่างสูง เเละยังพบธาตุอิริเดียม (Iridium) ที่พบในยุคครีเทเชีย-ยุคพาลีโอจีน (Cretaceous-Paleogen) สัดส่วนที่ผิดปกติเหล่านี้เชื่อกันว่า เป็นผลมาจากเศษซากจากยานต่างดาว มีการตรวจผลธาตุไนโตรเจนจำนวนมากบ้างก็ว่าอาจเป็นฝนกรด (Acid rain)

ต้นไม้ล้มเเต่ไม่สลายกลายเป็นฝุ่น
การตกเหมือนจะเป็นคลื่นหรือเเผ่นดินไหว
ภาพ : wikipedia

ค.ศ. 1961 สหภาพโซเวียตทดลองยิงระเบิดนิวเคลียร์ในสงครามเย็น ขื่อ ซาร์บอมบา (Tsar Bomba) เกิดการระเบิด 50 เมกะตัน เป็นอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงพลังที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างมา เเต่เมื่อปี 1908 เกิดเเรงระเบิดเหตุการณ์ตุงกุสคา 30 เมกะตัน เเละสมัยนั้นยังไม่มีใครคิดค้นระเบิดนิวเคลียร์ได้

ค.ศ. 1983 Zdeněk Sekanina นักดาราศาสตร์ ได้ตีพิมพ์บทความวิจารณ์สมมติฐานดาวหาง เขาชี้ให้เห็นว่าส่วนประกอบวัตถุที่เป็นดาวหางซึ่งเดินทางผ่านบรรยากาศตามแนวโคจรควรจะสลายไปในขณะที่ก่อนจะถึงพื้นผิวโลก เขาชี้ว่าเหตุการณ์ตุงกุสคาความหนาแน่นของวัตถุหินอาจจะเป็นดาวเคราะห์น้อยมากกว่าดาวหาง

ค.ศ. 1990 จูเซปเป ลองโก้ (Giuseppe Longo) นักฟิสิกส์เเห่งมหาวิทยาลัยโบโลญญา ได้ตรวจดูต้นไม้ในพื้นที่ที่มีผลกระทบ พบอนุภาคที่ติดอยู่ในช่วงเหตุการณ์ตุงกุสคา เขาพบว่ามีวัสดุระดับสูงที่พบได้ทั่วไปในดาวเคราะห์น้อยที่เป็นก้อนหิน และไม่น่าจะพบได้ในดาวหางหรืออุกกาบาต

ค.ศ. 2009 เคลลี่ เอตแอล (Kelly et al.) ยืนยันว่าผลกระทบปรากฏการณ์ตุงกุสคาเกิดจากดาวหางที่มีไอน้ำจำนวนมากในชั้นบรรยากาศ เนื่องจากการไม่มีเมฆเกิดขึ้น

ค.ศ. 2010 Vladimir Alexeev นักดาราศาสตร์ ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยนิวเคลียร์ (TRINITY) มีการวิเคราะห์เพบว่า มีก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่กระทบกระเทือนต่อดิน ซึ่งดูเหมือนจะสนับสนุนทฤษฎีที่ว่า ดาวหางเป็นสาเหตุของความหายนะ

ค.ศ. 2014 ด้วยเหตุการความลึกลับนี้ องค์การสหประชาชาติ (UN) ร่วมกับนาซ่า (NASA) ประกาศให้วันที่ 30 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันอุกกาบาตโลก เพื่อให้มนุษย์ตระหนักถึงภัยจากอุกกาบาตที่อาจหลุดวงโคจรเข้ามาโจมตีโลกได้ทุกเวลา เเต่เรื่องเหตุการณ์ตุงกุสคาก็ยังคงเป็นความลับอยู่

นักวิจัยยูเอฟโอให้ความเห็นว่า เรื่องเหตุการตุงกุสคาถูกปกปิดเป็นความลับสุดยอด ผลกระทบจากอาวุธนิวเคลียร์ไม่น่าใช่ ดาวหางไม่น่าใช่ ดาวเคราะห์น้อยก็ไม่ใช่ อุกกาบาตก็ยิ่งไม่น่าใช่เลย ที่ใช่น่าจะคือมนุษย์ต่างดาวยิงอุกกบาตเพื่อช่วยโลกของเรา หรือมนุษย์ต่างดาวต่อสู้กันเอง หรือยูเอฟโอตกนั่นเอง บ้างก็ว่าเกิดจากหลุมดำหรือประตูมิติ ทั้งหมดทั้งมวลสาเหตุยังคงเป็นประเด็นถกเถียง เเละโดนปกปิดข่าว ปัจจุบันทุกทฤษฎีทั้งหมดถูกปัดทิ้ง เพราะมันเกิดมาเเล้ว 100 กว่าปี ยังไม่มีใครหาคำตอบได้ เเละอธิบายอย่างมีเหตุมีผลได้เลย มีนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จำนวนมาก

อ้างอิง : wikipedia