Posts

Showing posts from November, 2018

อพอลโล 20 โมนาลิซ่าหญิงสาวบนดวงจันทร์

Image
อพอลโล 20 โมนาลิซ่าหญิงสาวบนดวงจันทร์ บนดวงจันทร์มีสิ่งปลูกสร้างมียานอวกาศ รัฐบาลเงายังคงปกปิดต่อสาธารณชนอย่างมากในเรื่องนี้ เช่น ความจริงที่ว่าบนดวงจันทร์ไม่มีต้นไม้ เเต่เเท้จริงเเล้วบนดวงจันทร์มีพืชเติบโต สามารถเปลี่ยนสีได้ตามฤดูกาล และมีก้อนเมฆด้วย ซึ่งอยู่ด้านมืดของดวงจันทร์ และสามารถเดินบนดวงจันทร์ได้โดยมีแรงโน้มถ่วงเช่นเดียวกับพื้นผิวบนโลก เพื่อนๆ เราจะบอกรายละเอียดความลับของนาซ่าที่รั่วไหลให้ฟัง ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตร่วมมือกัน เพื่อเดินทางสำรวจดวงจันทร์ในปี 1976 เเละปกปิดเป็นความลับต่อสาธารณชนจนถึงปัจจุบันนี้ ภาพถ่ายขณะอยู่ในวงโคจรรอบดวงจันทร์ เมื่อวันที่ 9 เมษายน ปี ค.ศ. 2007 วิดีโอเริ่มปรากฏบนยูทูป ภายใต้ชื่อผู้ใช้ retiredafb อัพโหลดวีดีโอเกี่ยวกับการเปิดเผยความลับด้านอวกาศของทางนาซ่า คือ โครงการอพอลโล (Apollo 20) ซึ่งเป็นภารกิจลับบนดวงจันทร์ เพื่อกู้ซากยานอวกาศกับนำมนุษย์ต่างดาวที่เสียชีวิตกับมายังโลก การมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาวทำให้นาซ่าตื่นเต้น เเละตะหนักรู้ถึงความอันตรายว่า เเท้จริงเเล้วโลกเราไม่ปลอดภัย ยานอวกาศบนดวงจันทร์ เมื่อวันท

วันยูเอฟโอโลก

Image
พิพิธภัณฑ์ศูนย์วิจัยนานาชาติยูเอฟโอ วันยูเอฟโอโลก (World UFO Day) วันเฉลิมฉลองคือวันที่ 2 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันสำคัญสำหรับนักวิจัยยูเอฟโอทั่วโลก เพื่อสร้างความตระหนักถึงการค้นพบหลักฐานยูเอฟโอตกที่รอสเวลล์ (Roswell UFO incident) และเพื่อสนับสนุนให้รัฐบาลต่างๆ บอกความจริงเกี่ยวกับผู้มาเยือนจากนอกโลก วันเฉลิมฉลองเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, แคนาดา, จีน, ไทย, เบลเยียม, ฮ่องกงอินเดีย อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, เนเธอร์แลนด์, แอฟริกาใต้, ไต้หวันตุรกี, ออสเตรเลีย, สเปน, เกาหลี, บราซิล, อิตาลี, ฝรั่งเศส, ไนจีเรีย, ฟินแลนด์, ออสเตรีย และโปแลนด์ วันติดต่อมนุษย์ต่างดาว (World Contact Day) ได้รับการประกาศครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1953 โดยองค์กรที่เรียกว่า International Flying Saucer Bureau (IFSB) โดยกำหนดให้วันที่ 15 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว เพื่อให้ผู้ที่สนใจติดต่อกับเพื่อนนอกโลก โดยใช้วิธีต่างๆ เช่น นั่งสมาธิ ทำจิตให้สงบ หาคลื่นวิทยุ ทำสิ่งประดิษฐ์ ทำทุกวิธีทางเพื่อหาทางติดต่อกับเพื่อนนอกโลก พิพิธภัณฑ์ศูนย์วิจัยนานาชาติยูเอฟโอ (International U

โครงการฮอไรซอน ฐานทัพบนดวงจันทร์

Image
โครงการฮอไรซอน ฐานทัพบนดวงจันทร์ ภาพ : nasa โครงการฮอไรซอน (Project Horizon) โครงการพัฒนาศักยภาพด้านการทหารของกองทัพสหรัฐ ภารกิจหลักคือ พัฒนาอาวุธทางอวกาศ เช่น อาวุธเเสงเลเซอร์, ขีปนาวุธสำหรับโจมตีดาวเทียม เป็นต้น เเละเพื่อการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ การล่าอาณานิคมบนดวงจันทร์เกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต อภิมหาอำนาจเเข่งขันกันเพื่อเเย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ เเละอาณาเขตบนโลก ไม่เว้นเเต่ดวงจันทร์ เเละดาวอังคาร โดยพยายามสร้างแสนยานุภาพทางการทหารของตนไว้ข่มขู่กัน ท่าเรืออวกาศฮอไรซอน ภาพ : nasa ค.ศ. 1959 กรมทหารเรือ (DA) กรมกองทัพอากาศ (DoN) มีความรับผิดชอบในโครงการอวกาศ มีแผนจะนำกองทัพขีปนาวุธ (ABMA) ไปประจำการบนดวงจันทร์ ข้อเสนอโครงการระบุถึงความต้องการดังต่อไปนี้ ดวงจันทร์เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องครอบครอง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติสหรัฐอเมริกา เพื่อเฝ้าระวังศัตรูในอวกาศ เพื่อใช้ในการสื่อสารถ่ายทอด เพื่อทำหน้าที่เป็นฐานทัพปฏิบัติการทางการทหาร เพื่อต่อยอดการสำรวจอวกาศในอนาคต เพื่อสนับสนุนงานวิทยาศาสตร์ ได้รับการคาดหมายว่าจะต้องใช้เพื่อความมั่นคงของชาติ ต้อ

เหตุการณ์ตุงกุสคา

Image
เหตุการณ์ตุงกุสคา เหตุการณ์ตุงกุสคา (Tunguska event) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 1908 บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำพอดกาเมนนายาตุงกุสคา (Podkamennaya Tunguska River) เมืองไซบีเรีย จักรวรรดิรัสเซีย มีการระเบิดอย่างรุนแรงเกิดขึ้น เป็นระเบิดที่รุนแรงกว่าฮิโรชิม่า การระเบิดมีความรุนแรงเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 30 เมกะตัน หรือ 1,000 เท่า ของระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น การระเบิดเกิดขึ้นกลางอากาศที่ความสูง 5-10 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน การระเบิดทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนแผ่ออกเป็นวงกว้าง เทียบเท่ากับแผ่นดินไหวที่แมกนิจูด 5.0 ริกเตอร์ ทำลายต้นไม้ 80 ล้านต้น ต้นไม้โค้นล้มเป็นพื้นราบกินอาณาเขต 2,000 ตารางกิโลเมตร ทั่วโลกพบเห็นแสงอร่ามทางทิศตะวันตก 4-5 ชั่วโมง เหตุการณ์ตุงกุสคาได้จุดประกายการอภิปรายทันที เเต่เรื่องทั้งหมดกับสูญหายไปตามกาลเวลา เหมือนไม่เคยเกิดขึ้น มีการศึกษาช่วงเเรกพบว่า เป็นดาวหาง ต่อมา พบเศษวัตถุหินสะเก็ดดาวเหมือนอุกกาบาต ต่อมา เรื่องทั้งหมดเงียบลง เหตุการตุงกุสคา ดาวหาง อุกกาบาต ดาวเคราะห์น้อย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 1908 เวลา 07:17 ชาวเมืองเอเวนค์ (Evenki) ที่ตั้งถิ

อิลลูมินาติ สนามบินนานาชาติเดนเวอร์

Image
ภาพการก่อตั้งช่วงเเรก ดูคล้ายดวงตาอยู่ตรงกลาง ท่าอากาศยานนานาชาติเดนเวอร์ (Denver International Airport) ตั้งอยู่ที่เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นท่าอากาศยานที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ และใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก นักวิจัยยูเอฟโอเชื่อว่าท่าอากาศยานนานาชาติเดนเวอร์มีฐานทัพของมนุษย์ต่างดาว เเละเกี่ยวข้องกับสมาคมลับอิลลูมินาติ เเละวันสิ้นโลก มีทฤษฎีสมคบคิดจำนวนมากเปิดเผยเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปะสถาปัตยกรรม และการก่อสร้างที่เป็นปริศนามากมาย ดังนี้ ช่วงเเรกของการก่อสร้างคาดว่าโครงการสร้างมีมูลค่าประมาณ 1.7 พันล้านเหรียญ เมื่อใกล้ถึงเวลาที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว การก่อสร้างหยุดชะงักเกิดความล่าช้า ค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นเป็น 5 พันล้านเหรียญ 3 เท่าตัว ในที่สุดก็เปิดงานใช้งานต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1995 เเต่รูปแบบการก่อสร้างช่วงเเรกดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของอิลลูมินาติ เมื่อมองจากด้านบน หลังจากนั้นนักวิจัยยูเอฟโอไม่รอช้าก่อเป็นทฤษฎีสมคบคิดขึ้นมาทันที ภาพนี้สื่อว่าระบบเผด็จการทำลายสิ่งมีชีวิตไม่เว้นเเต่สัตว์ จิตรกรรมฝาผนังตามงานศิลปะทั่วสนามบินนานาชาติเดนเวอร์

โอมูอามูอาถอยกลับ ยานรบขับเคลื่อนด้วยพลังงานเเสงอาทิตย์

Image
โอมูอามูอาถอยกลับ ยานรบขับเคลื่อนด้วยพลังงานเเสงอาทิตย์ โอมูอามูอา (Oumuamua ชื่อทางการ 1I/2017 U1) มีวงโคจรต้นกำเนิดมาจากนอกระบบสุริยะ มาจากระบบดาวเวก้า (Vega Star) ในหมู่ดาวไลลา (Lyra) ที่อยู่ห่างไกลระยะทางจากโลกราว 25 ปีแสง โอมูอามูอาเป็นวัตถุแรกจากนอกระบบสุริยะที่เข้ามาในระบบสุริยะของเรา โอมูอามูอาได้เร่งความเร็วหนีห่างจากดวงอาทิตย์อย่างรวดเร็ว นักดาราศาสตร์เชื่อว่า โอมูอามูอามาเพื่อดูดพลังงานเเสงอาทิตย์ในลักษณะคล้ายยานพลังงานแสง (LightSail) ซึ่งช่วยให้มีพลังงานเเสงขับเคลื่อนไปหรือเดินทางไปในอวกาศได้ โอมูอามูอาเป็นวัตถุยาวเรียวเหมือนซิการ์ขนาดประมาณ 1,000×35 เมตร สีดำโทนเเดงคล้ายโลหะ เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 196,000-315,000 ไมล์ต่อชั่วโมง เป็นวัตถุไม่เหมือนวัตถุใดในระบบสุริยะที่เราเคยรู้จัก นอกจากนี้ได้สร้างความสงสัยให้กับบรรดานักดาราศาสตร์เป็นอย่างมาก เนื่องด้วยรูปแบบวงโคจรที่ไม่ได้อยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงของระบบดาวฤกษ์ดวงใดดวงหนึ่ง อีกทั้งมีรูปทรงลักษณะยาวประหลาดกว่าที่เคยค้นพบมา เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2017 กล้องโทรทรรศน์อวกาศ (STEREO HI-1A) มีภารกิจตรวจหาสิ่งผิดปกติจากดวงอาทิตย

หินอิคา

Image
หินอิคา ภาพ : wikipedia หินอิคา ( Ica Stones ) ค้นพบที่เมืองอิคา ประเทศเปรู หินอิคาเป็นหินอัคนีหรือหินภูเขาไฟ  มีขนาด 3x2.5x1.5 ซม. มี อายุ 500-1,500 ปี หินอิคา เป็นของสะสมของอารยธรรมอินคาในศตวรรษที่ 13-14  หินอิคามีรอยสลักประกอบด้วยเรื่องราวทางการแพทย์ เช่น ผ่าตัดหัวใจ, ปลูกถ่ายสมอง เเละยังมีรูปเเผนที่, ดวงดาว, สิ่งมีชีวิต แต่ที่น่าทึ่งคือ  มนุษย์ขี่ไดโนเสาร์ หรือมนุษย์ล่าไดโนเสาร์ ไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์ไปกว่า 65 ล้านปีเเล้ว ทำไมจึงมีภาพ มนุษย์ ปรากฏอยู่ด้วย หรือมนุษย์เดินทางข้ามเวลาไปยังยุคโดโนเสาร์เพื่อล่าสัตว์ ปัจจุบัน ก่อให้เกิดความสับสนเเก่ นักโบราณคดีเป็นอย่างมาก หินอิคา มนุษย์สายพันธุ์ต่างถิ่นขี่ไดโนเสาร์ ภาพ : wikipedia ค.ศ. 1966  ฮาเวียร์ คาเบรรา ดาร์กัว  (Javier Cabrera Darquea)  แพทย์ชาวเปรู  ได้รับหินที่แกะเป็นรูปปลาโบราณที่คาดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว เป็นของขวัญวันเกิดจากเพื่อนๆ เพื่อนเล่าว่านำหินมาจากเมืองอิคา เขา หลงใหล ในหินอิคามาก  เขาสร้างพิพิธภัณฑ์ เพื่อจัดแสดงงานสะสม  และทิ้งอาชีพแพทย์ของเขา เขาเก็บรวบรวมหินอิคาที่เขาได้รับมาจากชาวบ้าน เขา เก็บสะสมหินอิคาเรื่อย

ภูเขาเนมรุต

Image
ภูเขาเนมรุต ภาพ : wikipedia ภูเขาเนมรุต (Mount Nemrut) อยู่ที่เมืองอาดึยามัน (Adiyaman) ประเทศตุรกี ภูเขาเนมรุตมีความสูง 2,134 เมตร ภูเขามีความสวยงามเต็มไปด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บนภูเขาไม่มีต้นไม้คล้ายกับทะเลทราย ซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสานกษัตริย์แห่งอาณาจักรโคมายานา (Kingdom of Commagene) เมื่อปี ค.ศ. 1987 องค์การยูเนสโก (UNESCO) จดทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมของโลก ภูเขาเนมรุต ภาพ : wikipedia 62-38 ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์แอนติโอด์ที่ 1 ธีโอส เเห่งโคมายานา (Antiochus I Theos of Commagene) สร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนภูเขาเนมรุต ด้วยรูปปั้นขนาดใหญ่ ลำตัวมีความสูง 9 เมตร ศีรษะเทพมีความสูง 2 เมตร ศีรษะประกอบด้วยเทพเจ้าเนมรุต, เทพเจ้าเปอร์เซีย, เทพเจ้ากรีก, เทพเจ้าสิงโต, เทพเจ้านกอินทรี ศีรษะของรูปปั้นมีขั้นตอนถูกนำออกจากร่างกาย และถูกจัดตั้งไว้อยู่ด้านร่างของร่างกาย อาณาจักรโคมายานาสู้รบกับอาณาณาโรมันจนพ่ายเเพ้ อาณาจักรโคมายานาถูกปกครองโดยกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 แห่งมาเกโดนีอา (Alexander III of Macedon) เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ อาณาจักรโคมานายาก็ปกครองด้วยตัวเอง ในเวลาต่อมา วัฒนธรรม

แคทเทิล มิวทิเลชั่น ยูเอฟโอดูดวัว

Image
แคทเทิล มิวทิเลชั่น ยูเอฟโอดูดวัว ภาพ : pixabay แคทเทิล มิวทิเลชั่น (Cattle Mutilations) เหตุการนี้พบอยู่ในอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ ปรากฏการณ์สัตว์เลี้ยงในไร่ วัวโดนตัดเอาอวัยวะสำคัญบางส่วนไป อวัยวะที่ถูกเฉือนไปนั้นเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ หู ลิ้น หัวใจ ไม่มีรอยเลือด ไม่มีร่องรอยการดิ้นรน และทิ้งซากสัตว์จำนวนมากไว้ในทุ่ง มีรายงานการพบรังสีในที่เกิดเหตุด้วย เมื่อนำเนื้อเยื่อสัตว์ไปตรวจสอบพบว่า ซากสัตว์เหล่านี้มีการเน่าเปื่อยไวกว่าปกติถึง 3 เท่า จึงเป็นปริศนา สัตว์บางตัวถูกตัดอวัยวะที่ลึกลงไปถึง 18 นิ้ว โดยไม่มีรอยแผลเหวอะหวะแม้แต่นิดเดียว แพทย์ลงความเห็นว่า แผลที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากการใช้แสงเลเซอร์ในการผ่าตัด นอกจากนี้บริเวณที่เกิดเหตุพบว่าไม่มีรอยเท้าของสัตว์หรือคนเลย ไม่มีทั้งรอยเลือดหยดอย่างที่ควรจะเป็น เเละที่สำคัญตามหลักฐานยังสื่อให้เห็นว่าสัตว์น่าจะถูกดึงตัวให้ลอยขึ้นสู่ที่สูง จากนั้นสัตว์ก็ถูกทิ้งลงมาจากกลางอากาศ เนื่องจากมีหลายตัวที่โดนช้ำเเหละ และกระดูกหัก อันเป็นร่องรอยของการตกจากที่สูง และพื้นดินมีรอยกระแทกอย่างเห็นได้ชัดเจน หลายจุดพบซากที่มีต้นไม้ใหญ่ บรรดากิ่งไม้ ยอดไม้ของพืชใกล้

อนุสาวรีย์โยนากุนิ

Image
อนุสาวรีย์โยนากุนิ อนุสาวรีย์โยนากุนิ (Yonaguni Monument) อยู่ที่เกาะโยนากุนิ ประเทศญี่ปุ่น ใต้ท้องทะเลของเกาะโยนากุนิมีชื่อเรียกว่า ซากปรักหักเเห่งท้องทะเล เหตุเพราะพบโครงสร้างแผ่นหินยักษ์ ประกอบด้วยหินทรายกับหินดินดาน ซึ่งหินมีอายุราว 20 ล้านปี ถ้าหากอนุสาวรีย์โยนากุนิถูกแกะสลักด้วยฝืมือมนุษย์จะเป็นช่วงยุคน้ำแข็งเมื่อ 10,000 ปีมาแล้ว สาวรีย์โยนากุนิไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เพราะน่าจะเป็นฝีมือของมนุษย์ยุคโบราณที่มีอารยธรรมขั้นสูงเปรียบได้กับอารยธรรมแอตแลนติส รูปสามเหลี่ยมคล้ายเต่า จุดชมยอดฮิตของอนุสาวรีย์โยนากุนิ คือ มีรูปสามเหลี่ยมคล้ายเต่า ความยาว 165 ฟุต กว้าง 65 ฟุต ลักษณะเป็นชั้นๆ คล้ายบันได บริเวณรอบๆ มีแท่งหินเป็นแนวกำแพง หินทั้งหมดสร้างจากหินขนาดใหญ่มีขั้นตอนแกะสลักอย่างประณีต การค้นพบได้จุดประกายการอภิปรายทันทีว่า อนุสาวรีย์โยนากุนิเป็นฝีมือของมนุษย์หรือธรรมชาติสร้างขึ้น อนุสาวรีย์โยนากุนิ ค.ศ. 1985 คิฮาชิโระ อาระทาเกะ (Kihachiro Arateke) ครูสอนประดาน้ำ เกาะโยนากุนิเป็นแหล่งประดาน้ำสำหรับนักท่องเที่ยว เขาออกดำน้ำสำรวจชายฝั่งในวันที่ลมสงบเงียบ เพื

มนุษย์ต่างดาวเด็กตัวเขียวแห่งวูลพิต

Image
มนุษย์ต่างดาวเด็กตัวเขียวแห่งวูลพิต ภาพ : wikipedia มนุษย์ต่างดาวเด็กตัวเขียวแห่งวูลพิต (Green Children of Woolpit) เมื่อศตวรรษที่ 12 ในปี ค.ศ. 1135-1154 ในช่วงรัชสมัยของกษัตริย์สตีเฟนแห่งอังกฤษ (Stephen of England) ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นที่หมู่บ้านวูลพิต เมืองซัฟฟอร์ค ประเทศอังกฤษ ชาวบ้านกำลังเก็บเกี่ยวพืชผลในฟาร์มแห่งหมู่บ้านวูลพิท จู่ๆ ได้พบกับเด็กประหลาด 2 คนปรากฏตัวขึ้นอย่างลึกลับ โผล่ขึ้นมาจากหลุมที่ชาวบ้านสร้างเอาไว้ดักหมาป่าวูลพิต (Wolf pit) ซึ่งต่อมาชื่อหมู่บ้านก็กลายมาเป็นชื่อวูลพิตนั้นเอง  เด็กประหลาด 2 คน เป็นชายกับหญิงที่ไม่สามารถพูดอังกฤษได้ ทั้งคู่ใส่เครื่องเเต่งกายแปลกๆ ทั้งคู่มีผิวหนังสีเขียว ทั้งคู่ถูกเก็บมาเลี้ยง ช่วงแรกทั้งสองคนไม่ยอมรับประทานอะไรเลย นอกจากกินถั่วเขียวสดที่ผู้คนนำมาให้ แต่หลังจากนั้นไม่นานเด็กชายได้เสียชีวิตลง เหลือแต่เด็กหญิงที่ต้องค่อยๆ ปรับตัว และเรียนภาษาจนเธอเริ่มสื่อสารภาษาอังกฤษได้ เธอเริ่มเล่าที่มาของตัวเองให้ชาวบ้านฟังว่าเธอมาจากไหน เธอเล่าว่า "ฉันกับพี่ชายมาจากสถานที่ ที่ไม่มีดวงอาทิตย์ ผู้คนที่นั่นมีผิวหนังสีเขียว อาศัยอยู

รอสเวลล์เเห่งจีน

Image
เเผ่นหินดรอป้า รอสเวลล์เเห่งจีน ( The Chinese Roswell)  ประวัติศาสตร์ทิเบต-จีน  ตำนาน กล่าวถึง บริเวณ เทือกเขา อราอูลา  (Bayan-Kara-Ula Mountain)  เป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าโ บราณ คือ ชาว ดรอป้า   (Dropa)  มีความสูงเพียง 127 เซ็นติเมตร บันทึกชาว ดรอป้ากล่าวถึง บรรพบุรุษ ได้ลงมาจากท้องฟ้า บรรพบุรุษ ไ ด้ซ่อนตัวอยู่ภายในถ ้ำ  บรรพบุรุษ เกิด ประสบอุบัติเหตุ เนื่องจากยานอวกาศชนภูเขาในระหว่ างที่จะนำยานอวกาศลงจอดบนโลก เเละ บรรพบุรุษ ประสบควา มล้มเหลวในการซ่อมแซมยานอวก าศ เเผ่นหินดรอป้า ค.ศ. 1938  ศาสตราจารย์ ชิ ปู ไต๋ (Chi Pu Tei)  นักโบราณคดี ผู้ เริ่มการสำรวจทางโบราณคดีในเทือกเขา อราอูลา ในแถบรอยต่อระหว่างธิเบต จีน  ได้ค้น พบถํ้า บายันคาลาฮูรา เขาเขียนบันทึกการเดินทางว่า  "ในถํ้าม ีความลับเกี่ยวกับชนเผ่า ดรอป้า ซุกซ่อนอยู่ ชนเผ่า ดรอป้า เป็นชนเผ่ ายุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในบริเวณเทือก อราอูลา เท่านั้ น สิ่งที่เราค้นพบ แทนที่จะเป็นเศษเครื่องมือเ ครื่องใช้เก่าแก่ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ สิ่งแรกที่กระทบสายตา คือ จิตรกรรมฝาผนังที่มีรูปท้องฟ้า, พระอาทิตย์, พระ