ยูเอฟโอ

ยูเอฟโอ (UFO) หรือที่เรียกกันว่า วัตถุบินกำหนดเอกลักษณ์ไม่ได้ ในความหมายกว้างที่สุด คือ สิ่งผิดปกติบนท้องฟ้าหรืออยู่บนพื้นดิน แต่สังเกตว่า บินร่อนลงจอดหรือบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ซึ่งไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ได้ในทันทีว่า เป็นวัตถุบินหรือปรากฏการณ์ใดๆ ที่ทราบจากการสังเกตด้วยตา หรือการใช้เครื่องมือช่วย เช่น เรดาร์ สิ่งผิดปกติเหล่านี้มักเรียกว่า จานผี, จานบิน, ยูเอฟโอ, วัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติค.ศ. 1930-1950 จานผี, จานบิน, เรือบิน ถูกใช้เรียกวัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติเป็นจำนวนมาก เเละเหตุการที่โด่งดังที่สุด คือ จานบินตกรอสเวลล์ ซึ่งก็ใช้ชื่อเรียกว่า จานบินตกที่รอสเวลล์Central Intelligence Agency & Majestic 12 (US, 1947-?) ประธานาธีบดี เเฮร์รี่ เอส. ทรูเเมน (Harry S. Truman) ริเริ่มอนุมัติ 2 โครงการ ผู้ดูเเลโครงการคือเจมส์ ฟอร์เรสตอล (James Forrestal) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมคนเเรกของสหรัฐฯ1. สำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ทำหน้าที่รวมรวบหลักฐานยูเอฟโอทั่วประเทศเพื่อหามูลความจริง เเละส่งไปให้เจ้าหน้าที่มาเจสติกตรวจสอบข้อมูลต่อว่าจริงเท็จเเค่ไหน 2. มาเจสติก 12 (Majestic12) ทำให้หน้าที่พิจารณาว่า ยูเอฟโอ…

ยูเอฟโอ ปรากฏตัวเหนือลอสแอนเจลิส

ยูเอฟโอ ปรากฏตัวเหนือลอสแอนเจลิส
ภาพ : wikipedia

ยูเอฟโอ ปรากฏตัวเหนือลอสแอนเจลิส (Battle of Los Angeles) การรบแห่งลอสแอนเจลิส หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ The Great Los Angeles Air Raid กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐอเมริกาเผชิญหน้ากับวัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติ 5 ปี ก่อนที่จะเกิดเหตุการณยูเอฟโอตกรอสเวลล์ 1947

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1942 คืนเกิดเหตุ ชาวอเมริกันหลายพันคนอาสาสมัครเป็นยามสังเกตการณ์ในบริเวณถิ่นที่อยู่อาศัยของตน เพื่อช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับรัฐบาล มีพยานหลายพันคนรายงานเข้ามายังกองทัพอากาศลอสแองเจลิส โดยอธิบายสิ่งที่พบเห็นว่า วัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติหลายลำบินปรากฏอยู่เหนือท้องฟ้า ผู้คนเริ่มหวั่นวิตก เพราะกลัวการลอบโจมตีทางอากาศ เพราะพึ่งผ่านจากเหตุการณ์โจมตีที่เพิร์ล ฮาเบอร์มาแค่ไม่กี่เดือน ลักษณะการบินลอยอยู่นิ่งๆ ในอากาศได้ ทำให้หลายคนคิดว่า มันอาจเป็นบอลลูนของญี่ปุ่น หลังจากที่สงครามสงบลง ญี่ปุ่นก็ได้ยืนยันว่า ไม่ได้ส่งเครื่องบินหรือบอลลูนใดๆ ไปยังลอสแองเจลิสเลย ลำดับเหตุการณ์มีดังนี้

เวลา 2.00 น. ของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1942 เรดาร์ของทหารตรวจจับวัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติได้ที่ระยะ 120 ไมล์ทางทิศตะวันตกของลอสแอนเจลิส

เวลา 2.15 น. หน่วยป้องกันภัยทางอากาศได้รับแจ้งให้เตรียมปืนต่อสู้อากาศยานพร้อมที่จะยิง ขณะเดียวกันกองทัพอากาศก็ได้รับแจ้งให้เตรียมเครื่องบินขับไล่เพื่อโจมตี เรดาร์ยังคงจับอยู่ที่วัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติพบว่า มันบินเข้ามาใกล้ชายฝั่งเข้าทุกที

เวลา 2.25 น. กองบัญชาการป้องกันด้านตะวันตก (Army’s Western Defense Command) มีคำสั่งให้ดับไฟทั้งเมืองลอสแองเจลิสเพื่อพรางตัว ขณะที่วัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติได้หายไปจากจอเรดาร์

เวลา 2.45 น. วัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง หน่วยปืนต่อสู้อากาศยานแจ้งว่า เห็นเครื่องบินไม่ปรากฏสัญชาติที่ระดับความสูง 12,000 ฟุต เหนือลอสแอนเจลิส

เวลา 3.00 น. กองพลทหารปืนใหญ่ชายฝั่งที่ 37 เริ่มมีการฉายสปอร์ตไลท์ขึ้นบนท้องฟ้า และมีการยิงปืนต่อสู้อากาศยานโจมตีวัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย และไม่มีการประกาศว่าทุกอย่างเรียบร้อย จนกระทั่งเช้าวันต่อมา กระสุนที่ถูกยิงขึ้นไปบนฟ้า สร้างความเสียหายให้กับอาคารบ้านเรือนมากมาย มีพลเรือนเสียชีวิตจากการยิงปืนขึ้นฟ้า และยังเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุรถชน โรคหัวใจกำเริบ และผู้คนเสียขวัญไปทั่ว แต่ไม่มีร่องรอยของวัตถุบินนี้ตกเลย จนภายหลังทางกองทัพต้องออกมาประกาศว่า มันเกิดจากการเตือนภัยที่ผิดพลาดเท่านั้นเอง

คำอธิบายจากผู้พบเห็น "มันใหญ่โตมโหฬารเหลือเกิน มันอยู่เหนือบ้านฉันพอดี ฉันไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อนเลยในชีวิต มันลอยอย่างอ้อยอิ่งอยู่บนฟ้า เหมือนกับว่ามันไม่เคลื่อนที่เลย มันมีสีส้มอ่อนที่สวยงามมากที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา ฉันเห็นมันอย่างชัดเจน เพราะว่ามันอยู่ใกล้ฉัน ฉันเห็นเครื่องบินขับไล่หลายลำถูกส่งขึ้นไปล้อมหน้าล้อมหลังวัตถุนั้นแล้วก็บินออกมา เห็นกระสุนบางนัดยิงถูกลำตัวยานอย่างจัง แต่ก็ไม่ได้ทำความเสียหายให้กับยานแม้แต่น้อย เครื่องบินขับไล่ได้ยิงเข้าใส่วัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติ เหมือนกับการจุดพลุในงานเฉลิมฉลองวันชาติ แม้ว่าหน่วยงานป้องกันภัยทางอากาศจะโหมกระหน่ำยิงกระสุนเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งเพียงใดก็ตาม แต่กระสุนก็ไม่ได้ระคายผิวของยานลำนั้นเลย"

พลตรี วิลเลี่ยม แฟรงกลิน น็อกซ์ (William Franklin Knox) เลขานุการกองทัพเรือสหรัฐ กล่าวว่า "เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการเตือนภัยอันเป็นเท็จเนื่องจากความวิตกกังวล และเป็นการเปิดสัญญาณแจ้งเหตุผิดพลาด เป็นการตื่นตูมกันไปเอง"

เอกสารลับฉบับที่ 1 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1942 ประธานาธิบดี แฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) ได้มีหนังสือลับสุดยอดถึงนายพล จอร์จ มาร์แชลล์ (George Marshall) ประธานเสนาธิการทหาร หลังจากเหตุการณ์การรบทางอากาศที่ลอสแองเจลลิสเพียง 2 วัน เอกสารระบุว่า "ได้พิจารณากำหนดให้กองทัพได้ครอบครองวัตถุที่มีความสำคัญมากต่อการพัฒนาอาวุธพิเศษ และตกลงใจที่จะไม่แบ่งปันข้อมูลให้กับพันธมิตรคือสหภาพโซเวียต หลังจากได้ปรึกษากับ ดร. แวนเนวาร์ บุช (Dr. Vannevar Bush) และนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ เรื่องการหาหนทางใช้ความลับอะตอมมิค โดยศึกษาจากเครื่องประดิษฐ์จากท้องฟ้า เเละได้สั่งให้ดำเนินโครงการโดยเร็วที่สุด"

เอกสารลับฉบับที่ 2 วันที่ 5 มีนาคม 1942 นายพล จอร์จ มาร์แชล ได้ส่งหนังสือลับสุดยอดถึงประธานาธิบดีรูสเวลต์ โดยหนังสือมีข้อความระบุว่า "หน่วยปรากฏการณ์ระหว่างดวงดาว กองทัพอากาศได้พบวัตถุบินที่คล้ายกันที่ภูเขาซาน เบอร์นาร์ดิโน (San Bernardino Mountains) ทางตะวันออกของลอสแองเจลิส และอากาศยานลึกลับนี้ไม่ใช่เป็นของโลกเรา เป็นไปได้ว่ามันมาจากระหว่างดวงดาว"

ทุกๆ เดือนกุมภาพันธ์พิพิธภัณฑ์ป้อมแมกอาร์เทอร์ (Fort MacArthur) ตั้งอยู่ที่ทางเข้าท่าเรือลอสแอนเจลิส (Los Angeles Harbour) เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเพื่อความบันเทิงของสาวกยูเอฟโอที่เรียกว่า The UFO Great LA Air Bombed of 1942

อ้างอิง : wikipedia