ครอปเซอร์เคิล

ครอปเซอร์เคิล

ครอปเซอร์เคิล (Crop Circles) คือคำที่ใช้อธิบายถึงรูปแบบพืชล้ม เช่น ข้าวโพด, ข้าวสาลี, ข้าวบาร์เลย์, ถั่วเหลือง เป็นต้น โดยพืชได้ล้มลงเป็นจำนวนมากในเวลาคืนเดียว เกิดเป็นลวดลายที่สลับซับซ้อน เป็นรูปทรงเรขาคณิต ยากที่จะหาคำตอบ สามารถพบครอปเซอร์เคิลได้ทั่วโลก ครอปเซอร์เคิลเกิดขึ้นที่อังกฤษรวมแล้วมากกว่า 10,000 แห่ง

ครอปเซอร์เคิล

ค.ศ. 1678 พืชล้มถูกค้นพบครั้งแรกที่เฮิร์ทฟอร์ดเชียร์ ประเทศอังกฤษ ไม่มีใครอธิบายได้ว่า ใครหรืออะไรทำให้พืชล้ม

ค.ศ. 1972 อาเทอร์ ชัตเติลวูด (Arthur Shuttlewood), บริซ บอนด์ (Bryce Bond) ซุ่มซ่อนตัวบริเวณเนินเขาสตาร์ฮิลใกล้เวสมินเตอร์ ประเทศอังกฤษ เพื่อเฝ้าดูปรากฏการณ์แสงประหลาด ซึ่งเกิดขึ้นในแถบนั้นมานานเกือบทศวรรษ เขาเชื่อว่า แสงประหลาดคือเเสงจากยูเอฟโอ คืนนั้นทั้งสองผิดหวัง เพราะไม่พบแสงประหลาด แต่ได้พบเห็นพืชล้มเป็นวงกลมลวดลายสลับซับซ้อน ถูกตั้งชื่อว่า ครอปเซอร์เคิล

ค.ศ. 1972-1975 เทอร์เรนซ์ มีเดน (Terrence Meaden) ศาสตราจารย์ฟิสิกส์ พยายามไขปริศนาครอปเซอร์เคิล โดยทำการวิจัยครอปเซอร์เคิลมากกว่า 1,000 แห่ง เสนอทฤษฎีว่า ครอปเซอร์เคิลเกิดจากความผิดปกติของอากาศที่เขาเรียกว่า Plasma Vortex ทำให้เกิดลมหมุนวนในระดับสูง แล้วเคลื่อนตัวลงสู่พื้นทำให้พืชแบนราบ

ครอปเซอร์เคิล

ค.ศ. 1976 เอดวิน เฟอร์ (Edwin Fuhr) ชาวนาแห่งแลงเกนเบิร์ก (Langenburg) กล่าวว่า "ผมเห็นยานสีเงินหลายลำบินอยู่เหนือทุ่งนา หลังจากที่ยานจากไปแล้ว ผมก็พบครอปเซอร์เคิลหลายแห่งในบริเวณนั้น" นี่คือเรื่องราวแรกเริ่มของปรากฏการณ์วงกลมพืชบนท้องทุ่งของอังกฤษ ผู้คนเริ่มเชื่อว่า เป็นหนึ่งในปริศนาของโลกใบนี้

ค.ศ. 1980 มีการค้นพบครอปเซอร์เคิลมากขึ้น รูปทรงเริ่มซับซ้อนขึ้น เริ่มดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก มีพยานมากมายให้การว่า พบเห็นแสงไฟประหลาดเหนือท้องทุ่งยามดึก ทำให้เกิดครอปเซอร์เคิลในวันรุ่งขึ้น นำไปสู่ทฤษฎีสมคบคิด เช่น ทฤษฎียูเอฟโอลงจอด, ทฤษฎีมนุษย์ต่างดาวติดต่อมนุษย์โลก, ทฤษฎีพายุทอร์นาโด

ค.ศ. 1990 ศาสตราจารย์ โอซึกิ (Ohtsuki) ทดลองใส่พลาสม่า (plasma Fireballs) ลงในถาดแป้ง ผลปรากฏว่า ทำให้เกิดวงแหวนสองชั้นรอบศูนย์กลางครอปเซอร์เคิล ทฤษฎีนี้ได้รับการสนับสนุนจากผลการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น

ครอปเซอร์เคิล

ค.ศ. 1991 ครอปเซอร์เคิลแพร่ระบาดไปในเยอรมัน, สหรัฐอเมริกา, บราซิล, โรมาเนีย, ฮังการี, ญี่ปุ่น ยิ่งไปกว่านั้นคือ ได้เปลี่ยนแปลงรูปทรงใหม่เป็นพิกโตแกรม (Pictrogram) เสมือนการสื่อความหมายด้วยภาพ ด้วยความสลับซับซ้อนของรูปทรงพิกโตแกรม ทำให้ทฤษฎีพลาสม่าไม่สามารถอธิบายได้

ค.ศ. 1991 เดฟ คอร์ลี (Dave Chorley), โดฟ โบเวอร์ (Doug Bower) เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ว่า ครอปเซอร์เคิลเกิดจากฝีมือของมนุษย์ พวกเราเป็นผู้สร้างครอปเซอร์เคิลขึ้นมารวมแล้วกว่า 1,000 แห่ง ตั้งแต่ปี 1978 โดยใช้ไม้กระดานขนาด 4 ฟุต และเชือกเป็นเครื่องมือ ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มอื่นๆ ออกปฏิบัติการในยามค่ำคืนเหมือนกับพวกเรา" นิตยสารไทม์ฉบับวันที่ 23 กันยายน 1991 พาดหัวข่าวว่า ครอปเซอร์เคิลสู่จุดจบของเรื่องราวความลึกลับที่สุดของอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ครอปเซอร์เคิลก็ไม่ได้หายไป

ค.ศ. 1992 ตัวเลขครอปเซอร์เคิลเพิ่มสูงขึ้น ความสลับซับซ้อนของรูปทรงเรขาคณิตเพิ่มสูงขึ้น ตัวเลขนักวิจัยเพิ่มสูงขึ้น อีกด้านหนึ่งคือศิลปอันวิจิตรพิสดารบนท้องทุ่ง ซึ่งผลิตช่างภาพมืออาชีพมากมาย และเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับครอปเซอร์เคิลที่เฟื่องฟู

ครอปเซอร์เคิล

ค.ศ. 2000 คอลลิน แอนดริวส์ (Colin Andrews) นักวิทยาศาสตร์อังกฤษ ได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ศึกษาครอปเซอร์เคิลมาเป็นเวลา 17 ปี กล่าวว่า "80% ของครอปเซอร์เคิลเป็นฝีมือของมนุษย์ ครอปเซอร์เคิลมีรูปทรงซับซ้อน และวิจิตรพิสดาร ครอปเซอร์เคิลรูปทรงง่ายๆ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กในบริเวณนั้น ซึ่งทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้าเป็นตัวการทำให้พืชล้มลง ครอปเซอร์เคิลบางแห่งทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ไมโครโฟน หรือเครื่องบันทึกเสียงถูกรบกวนจนใช้การไม่ได้ รวมทั้งผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นจะรู้สึกปวดศีรษะหรือมีอาการคลื่นไส้" มีผู้สนับสนุนทฤษฎีนี้อย่างมาก เช่น วิลเลียม ซี. เลเวนกูด (William C. Levengood) กล่าวว่า "ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ทำให้เกิดครอปเซอร์เคิล ต้องใช้พลังงานที่เร็ว และหนาแน่นจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเซลล์"

ค.ศ. 2001 นักวิจัยยูเอฟโอพบความผิดปกติในลำต้นของพืชในครอปเซอร์เคิล ที่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างของจริงกับที่มนุษย์สร้างขึ้น ครอปเซอร์เคิลคือการสื่อความหมายเกี่ยวกับจักรวาล บางแห่งสื่อความหมายเกี่ยวกับหายนะของโลกจากอาวุธนิวเคลียร์ และบางแห่งสื่อความหมายเกี่ยวกับผลร้ายของการทำลายสภาพสิ่งแวดล้อม

อ้างอิง : wikipedia