ยูเอฟโอ

ยูเอฟโอ (UFO) หรือที่เรียกกันว่า วัตถุบินกำหนดเอกลักษณ์ไม่ได้ ในความหมายกว้างที่สุด คือ สิ่งผิดปกติบนท้องฟ้าหรืออยู่บนพื้นดิน แต่สังเกตว่า บินร่อนลงจอดหรือบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ซึ่งไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ได้ในทันทีว่า เป็นวัตถุบินหรือปรากฏการณ์ใดๆ ที่ทราบจากการสังเกตด้วยตา หรือการใช้เครื่องมือช่วย เช่น เรดาร์ สิ่งผิดปกติเหล่านี้มักเรียกว่า จานผี, จานบิน, ยูเอฟโอ, วัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติค.ศ. 1930-1950 จานผี, จานบิน, เรือบิน ถูกใช้เรียกวัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติเป็นจำนวนมาก เเละเหตุการที่โด่งดังที่สุด คือ จานบินตกรอสเวลล์ ซึ่งก็ใช้ชื่อเรียกว่า จานบินตกที่รอสเวลล์Central Intelligence Agency & Majestic 12 (US, 1947-?) ประธานาธีบดี เเฮร์รี่ เอส. ทรูเเมน (Harry S. Truman) ริเริ่มอนุมัติ 2 โครงการ ผู้ดูเเลโครงการคือเจมส์ ฟอร์เรสตอล (James Forrestal) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมคนเเรกของสหรัฐฯ1. สำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ทำหน้าที่รวมรวบหลักฐานยูเอฟโอทั่วประเทศเพื่อหามูลความจริง เเละส่งไปให้เจ้าหน้าที่มาเจสติกตรวจสอบข้อมูลต่อว่าจริงเท็จเเค่ไหน 2. มาเจสติก 12 (Majestic12) ทำให้หน้าที่พิจารณาว่า ยูเอฟโอ…

ครอปเซอร์เคิล ยานลงจอด

ครอปเซอร์เคิล

ครอปเซอร์เคิล (Crop Circles) พบได้ทั่วโลก ครอปเซอร์เคิลคือคำที่ใช้อธิบายถึงรูปแบบพืชล้ม เช่น ข้าวโพด, ข้าวสาลี, ข้าวบาร์เลย์, ถั่วเหลือง โดยพืชได้ล้มลงเป็นจำนวนมากในเวลาคืนเดียว เกิดเป็นลวดลายที่ซับซ้อน และรูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อน ยากที่จะหาคำตอบ

ค.ศ. 1678 ถูกค้นพบครั้งแรกที่เฮิร์ทฟอร์ดเชียร์ ประเทศอังกฤษ ไม่มีใครอธิบายได้ว่า ใครหรืออะไรทำให้พืชล้มเกิดขึ้น

ค.ศ. 1972 อาเทอร์ ชัตเติลวูด (Arthur Shuttlewood) กับบริซ บอนด์ (Bryce Bond) ซุ่มซ่อนตัวบริเวณเนินเขาสตาร์ฮิลใกล้เวสมินเตอร์ ประเทศอังกฤษ เพื่อเฝ้าดูปรากฏการณ์แสงประหลาด ซึ่งเกิดขึ้นในแถบนั้นมานานเกือบทศวรรษ เขาเชื่อว่าคือเเสงจากยูเอฟโอ คืนนั้นทั้งสองผิดหวังเมื่อไม่พบแสงประหลาด แต่ได้พบเห็นร่องรอยบางอย่างที่อาจเกี่ยวข้องกัน นั่นคือ พืชที่ล้มเป็นวงกลม ซึ่งต่อมาจึงเรียกกันว่า ครอปเซอร์เคิล

ค.ศ. 1972-1975 ดร.เทอร์เรนซ์ มีเดน (Terrence Meaden) ศาสตราจารย์ฟิสิกส์ ได้พยายามไขปริศนาครอปเซอร์เคิล โดยทำการวิจัยครอปเซอร์เคิลมากกว่า 1,000 แห่ง มีเดนเสนอทฤษฎีว่า ครอปเซอร์เคิลเกิดจากความผิดปกติของอากาศที่เขาเรียกว่า Plasma Vortex ทำให้เกิดลมหมุนวนในระดับสูงแล้วเคลื่อนตัวลงสู่พื้นทำให้พืชแบนราบ

ค.ศ. 1976 เอดวิน เฟอร์ (Edwin Fuhr) ชาวนาแห่งแลงเกนเบิร์ก (Langenburg) กล่าวว่า "ผมเห็นยานรูปโดมสีเงินหลายลำบินอยู่เหนือทุ่งนา หลังจากที่ยานเหล่านี้จากไปแล้ว ผมก็พบครอปเซอร์เคิลหลายแห่งในบริเวณนั้น" นี่คือเรื่องราวแรกเริ่มของปรากฏการณ์วงกลมพืชบนท้องทุ่งของอังกฤษ ผู้คนเริ่มเชื่อว่าเป็นหนึ่งในปริศนาลึกลับของโลกใบนี้

ค.ศ. 1980 ได้มีการค้นพบครอปเซอร์เคิลมากขึ้นไปทั่วโลก รูปทรงของมันซับซ้อนขึ้น คือมีวงแหวนแตกออกไป และเริ่มดึงดูดใจคนทั่วโลก มีคำกล่าวอ้างเรื่องแสงไฟประหลาดเหนือท้องทุ่งยามดึก แล้วทำให้เกิดครอปเซอร์เคิลในรุ่งอรุณ จนนำไปสู่ทฤษฎีสมคบคิด เช่น ทฤษฎีการลงจอดของยูเอฟโอ ทฤษฎีอุกกาบาต และทฤษฎีพายุทอร์นาโดขนาดเล็ก

ค.ศ. 1990 ศาสตราจารย์ โอซึกิ (Ohtsuki) ทดลองใส่พลาสมา (plasma Fireballs) ลงในถาดแป้ง ผลปรากฏว่า มันทำให้เกิดวงแหวนสองชั้นรอบศูนย์กลางครอปเซอร์เคิล ทฤษฎีนี้ได้รับการสนับสนุนจากผลการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น

ค.ศ. 1991 ได้มีการค้นพบครอปเซอร์เคิลหลายร้อยแห่งในอังกฤษ เเละแพร่ระบาดไปในเยอรมัน สหรัฐอเมริกา บราซิล โรมาเนีย ฮังการี ญี่ปุ่น ยิ่งไปกว่านั้นมันได้เปลี่ยนแปลงรูปทรงใหม่เป็นพิกโตแกรม (Pictrogram) เสมือนการสื่อความหมายบางอย่างด้วยภาพ ด้วยความซับซ้อนของรูปทรงครอปเซอร์เคิล ทำให้ทฤษฎีพลาสมาไม่สามารถอธิบายรูปทรงนี้ได้ รูปแบบใหม่นี้ทำให้ทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณพยายามสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว

ค.ศ. 1991 เดฟ คอร์ลี (Dave Chorley) กับโดฟ โบเวอร์ (Doug Bower) เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ว่า ครอปเซอร์เคิลเป็นเรื่องหลอกลวงมันเกิดจากฝีมือของมนุษย์ กล่าวว่า "พวกเราเป็นผู้สร้างมันขึ้นมารวมแล้วกว่า 1,000 แห่ง ตั้งแต่ปี 1978 โดยใช้ไม้กระดานขนาด 4 ฟุต และเชือกเป็นเครื่องมือ ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มอื่นๆ ออกปฏิบัติการในยามค่ำคืนอย่างเดียวกับพวกเราด้วย" นิตยสารไทม์ฉบับวันที่ 23 กันยายน 1991 พูดถึงเรื่องนี้ว่า นี่คือการนำไปสู่จุดจบของเรื่องความลึกลับที่สุดของอังกฤษ และของโลกแล้ว อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ครอปเซอร์เคิลก็ไม่ได้หายไปจากโลกนี้

ค.ศ. 1992 ความสลับซับซ้อนของรูปทรงเรขาคณิต และขนาดอันมหึมาหลายร้อยฟุตในทุ่งบาร์เลย์ และทุ่งข้าวโพด พร้อมๆ พุ่งขึ้นอย่างทวีคูณ ตัวเลขนักวิจัยเพิ่มสูงขึ้น อีกด้านหนึ่งมันคือศิลปอันวิจิตรพิสดารบนท้องทุ่ง ซึ่งผลิตช่างภาพมืออาชีพมากมาย และเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับครอปเซอร์เคิลที่เฟื่องฟู

ค.ศ. 2000 ดร.คอลลิน แอนดริวส์ (Colin Andrews) นักวิทยาศาสตร์อังกฤษศึกษาครอปเซอร์เคิลมาเป็นเวลา 17 ปี แอนดริวเปิดเผยผลวิจัยซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ กล่าวว่า "ราวๆ 100 ละ 80 ของครอปเซอร์เคิลเป็นฝีมือของมนุษย์ ครอปเซอร์เคิลเหล่านี้จะมีรูปทรงซับซ้อน และวิจิตรพิสดาร ส่วนที่เหลือซึ่งมีรูปทรงง่ายๆ นั้น เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กในบริเวณนั้น ซึ่งทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้านี้เองเป็นตัวการทำให้พืชล้มลง ครอปเซอร์เคิลบางแห่งทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเช่นไมโครโฟน หรือเครื่องบันทึกเสียงถูกรบกวนจนใช้การไม่ได้ รวมทั้งผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นจะรู้สึกปวดศีรษะหรือมีอาการคลื่นไส้" มีผู้สนับสนุนทฤษฎีนี้อย่างมาก เช่น ดร.วิลเลียม ซี. เลเวนกูด (William C. Levengood) กล่าวว่า "ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ทำให้เกิดครอปเซอร์เคิล ต้องใช้พลังงานที่เร็ว และหนาแน่นจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเซลล์"

ค.ศ. 2001 นักวิจัยยูเอฟโอได้พบความผิดปกติในลำต้นของพืชในครอปเซอร์เคิล ที่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างของจริงกับที่มนุษย์สร้างขึ้นได้ นักวิจัยศึกษาผลกระทบของพืชในครอปเซอร์เคิล เปรียบเทียบกับพืชที่อยู่ใกล้เคียงซึ่งพบว่า เมล็ดพืชในครอปเซอร์เคิลมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วกว่าเมล็ดพืชบริเวณใกล้เคียงถึง 45 เปอร์เซ็นต์ นักวิจัยเชื่อว่า พลังงานที่ว่านั้นน่าจะเป็นไมโครเวฟ ทฤษฎีนี้เรียกว่า Microwave Transient Heating

ปัจจุบัน มีครอปเซอร์เคิลเกิดขึ้นที่อังกฤษรวมแล้วมากกว่า 10,000 แห่ง ส่วนใหญ่เกิดทางภาคใต้ และ 90 เปอร์เซนต์อยู่ในรัศมี 50 ไมล์จากสโตนเฮน (Stonehenge) ครอปเซอร์เคิลเชื่อกันว่า สื่อความหมายเกี่ยวกับจักรวาล บางแห่งสื่อความหมายเกี่ยวกับหายนะของโลกจากอาวุธนิวเคลียร์ และบางแห่งสื่อความหมายเกี่ยวกับผลร้ายของการทำลายสภาพสิ่งแวดล้อม

อ้างอิง : wikipedia