เดอรินกูยู ผู้มาเยือนจากต่างดาว

เดอรินกูยู
ภาพ : wikipedia

เดอรินกูยู (Derinkuyu) อยู่ที่เมืองเนฟเชฮีร์ ประเทศตุรกี เดอรินกูยูเป็นเมืองใต้ดินมีพื้นที่ 445 ตารางกิโลเมตร มีอุโมงค์ยาว 8 กิโลเมตร อุโมงค์สูงโดยเฉลี่ย 1,300 เมตร ความน่าทึ่งอยู่ที่เมืองใต้ดินเเห่งนี้มีห้องต่างๆ มากมายสลับซับซ้อน ประกอบไปด้วยห้องพักผ่อน, ห้องสาธารณะ, ห้องเรียน, ห้องเก็บไวน์, ห้องเก็บน้ำ, ร้านค้า, โบสถ์, คอกม้า มีห้องสำหรับอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน เเละมีทางน้ำใต้ดินที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับแหล่งเเม่น้ำภายนอกด้วย มีช่องระบายอากาศสำหรับการถ่ายเท มีการระบายอากาศอย่างสมบูรณ์ มีการไหลเวียนอากาศมากกว่า 15,000 ช่อง มีช่องตะเกียงน้ำมันให้แสงสว่าง สามารถรองรับผู้อยู่อาศัยได้ถึง 20,000 คน มีระบบป้องกันภัยสุดยอด มีประตูล้อเลื่อนนํ้าหนัก 1,000 ปอนด์ แต่สามารถเปิดได้โดยด้านในเท่านั้น ถูกออกเเบบสร้างขึ้นอย่างชาญฉลาด และผสมผสานการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย นักโบราณคดีเชื่อว่า เดอรินกูยูเป็นสถานที่หลบภัยของชาวยุโรปสมัยโบราณกาล ในกรณีที่ถูกชาวโรมันรุกรานเพื่อใช้เป็นเส้นทางหลบหนี อีกทั้ง เพื่อป้องกันสภาพอากาศที่เลวร้ายจากด้านบน เดอรินกูยูอายุประมาณการที่ราวๆ 5,000 ปีก่อนคริสตกาล

ค.ศ. 1880 นักโบราณคดีระหว่างการบันทึกประวัติศาสตร์ในเเทบอเมริกาพบว่า เทือกเขาเซาท์เวสต์เป็นที่อาศัยของชนเผ่าพื้นเมืองหลายเผ่า แต่ละเผ่ามีความเชื่อแตกต่างกันมาก แต่ตำนานเรื่องเล่ามีความเหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งทุกเผ่าเชื่อเหมือนกันว่า พวกเค้าขึ้นมาจากใต้ดิน

ค.ศ. 1960 ชาวตุรกีคนหนึ่งในเมืองเนฟเชฮีร์ (Nevşehir) ประเทศตุรกี คิดจะต่อเติมบ้านจึงได้เจาะผนังบ้าน เเต่สิ่งที่พบทำให้เขาต้องช็อกเพราะหลังกำแพงนั้น เขาได้ค้นพบอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่มีห้องซับซ้อนต่อไปยังอีกหลายๆ ห้อง ลึกลงไปกว่า 8 กิโลเมตร ห้องมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะให้คน 20,000 คนมาอาศัยอยู่

ค.ศ. 1963 ไฮน์ริช คูสช์ (Heinrich Kouros) นักโบราณคดีชาวเยอรมัน เปิดเผยในหนังสือของเขา Secrets Of The Underground Door To An Ancient World ระบุว่า "พบหลักฐานการก่อสร้างอุโมงค์โบราณนี้ในช่วงยุคหินใหม่ มีอายุประมาณ 12,000 ปี และจากหลักฐานที่พบเชื่อว่า อุโมงค์นี้สมบูรณ์ ภายในอุโมงค์ค่อนข้างลึกลับ และซับซ้อนมาก ทางเดินส่วนใหญ่จะแคบมาก มีความกว้างประมาณ 70 เซนติเมตร โดยภายในอุโมงค์มีการสร้างเป็นโพรงขนาดเล็ก-ใหญ่สลับกันไปมา บางโพรงก็จะมีที่นั่ง ห้องเก็บของหรือห้องพัก เเละมีบางโพรงไม่ได้เชื่อมถึงกัน แต่เมื่อดูภาพรวมทั้งหมดแล้วมันคือเครือข่ายใต้ดินขนาดใหญ่ มีการพบว่า มีการสร้างโบสถ์เล็กๆ ไว้ที่ทางเข้าของอุโมงค์ส่วนใหญ่ ซึ่งสันนิษฐานว่า สร้างขึ้นมาเพื่อปิดความลับของอุโมงค์ ตามความความเชื่อของชาวคริสต์สมัยนั้นที่มองว่า เป็นเหมือนประตูเข้าไปสู่ยมโลก"

ประตูเดอรินกูยู
ภาพ : wikipedia

นักโบราณคดีสันนิฐานว่า ศตวรรษที่ 7-8 อาณาจักรไบแซนไทน์ (Byzantine Empire) สร้างเมืองนี้ขึ้นเพื่อใช้เป็นที่หลบภัยหรือป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าอื่นๆ โดยมีการปะทะกันระหว่างชาวมุสลิมอาหรับ ในช่วงสงครามอาหรับ-ไบเซนไทน์ (Arab–Byzantine wars) ต่อมา คริสต์ศตวรรษที่ 14 เมืองนี้ยังคงถูกนำมาใช้โดยชาวคริสเตียน เพื่อปกป้องการรุกรานชาวมองโกเลียมูร์ เเละมีความเกี่ยวโยงกับชาวฮิตไทต์มีอำนาจเหนือแคว้นอนาโตเลียปี ค.ศ. 1600 ด้วย

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า เครื่องมือยุคนั้นสามารถคำนวณขุดเจาะอุโมงค์หินขนาดใหญ่โต และลึกแบบนี้ได้อย่างไร เเละไม่พบหลักฐานว่า เคยมีการถล่มของเมืองเดอรินกูยู ซึ่งเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมากว่าคนสมัยนั้นสร้างเดอรินกูยูขึ้นมาได้อย่างไร

ทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณเสนอว่า มนุษย์ต่างดาวได้มีส่วนสร้างประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ สมัยนั้นไม่มีเครื่องมือ สมัยนี้ยังทำยากเลย ต้องมีเสาค้ำยันที่แข็งแรงพอ และต้องอาศัยเทคโนโลยีในการสร้างเมืองใต้ดินเเห่งนี้ มีจารึกศักดิ์จำนวนมากในยุคโบราณพูดถึงสิ่งมีชีวิตบนฟ้า เป็นสิ่งที่รู้จักในนามของเทพเจ้า เเละเทพเจ้ามอบความรู้ให้มนุษย์ จึงเป็นไปได้ที่ว่าเทพเจ้าที่ว่านั้นอาจเป็นมนุษย์ต่างดาว

หลักฐานจารึกตำนานศักสิทธิ์โบราณอธิบายว่า เทพเจ้าอะโรฮามักดาสั่งให้สร้างเมืองใต้ดินหลายชั้น เพื่อปกป้องกลุ่มบุคคลที่ถูกคัดเลือก และสัตว์ทั้งหลาย ไม่ใช่จากภัยน้ำท่วม แต่จากยุคน้ำแข็งทั่วโลก ยุคน้ำแข็งล่าสุดอยู่ในช่วง 18,000 ปีก่อน และจบลงประมาณ 10,000 ปี และเป็นไปได้ว่า เดอรินกูยูถูกสร้างขึ้นเพื่อหลบภัยธรรมชาติอันเลวร้าย เเละมีอีกตำนานกล่าวว่า เทพเจ้าอะโรฮามักดาลอยขึ้นไปบนฟากฟ้าพร้อมกับราชรถม้าต่อสู้กับศัตรูคู่อาฆาตไม่มีวันจบสิ้น ต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงโลก และทรัพยากรโลก นักวิจัยยูเอฟโอจึงเห็นพร้อมกันว่า ศัตรูบนฟ้าคือมนุษย์ต่างดาว เพราะว่ามีความสามารถในการบิน ซึ่งสมัยนั้นมนุษย์บินไม่ได้

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน เพราะไม่มีใครทราบเหตุผลที่แท้จริงว่า ใครสร้างเดอรินกูยู โดยเดอรินกูยูถือว่า เป็นความมหัศจรรย์ของอารยธรรมโลกยุคโบราณที่มีคุณค่าต่อการไปเยือนอย่างยิ่ง ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับนักโบราณคดี เเละบุคคลที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์

อ้างอิง : wikipedia