เดอรินกูยู

เดอรินกูยู

เดอรินกูยู (Derinkuyu) อยู่ที่เมืองเนฟเชฮีร์ ประเทศตุรกี เดอรินกูยูเป็นเมืองใต้ดินขนาดใหญ่ มีพื้นที่ 445 ตารางกิโลเมตร มีอุโมงค์ยาว 8 กิโลเมตร อุโมงค์สูงเฉลี่ย 1,300 เมตร เดอรินกูยูมีห้องต่างๆ มากมาย เช่น ห้องพักผ่อน, ห้องสาธารณะ, ห้องเรียน, ห้องเก็บไวน์, ห้องเก็บน้ำ, ร้านค้า, โบสถ์, คอกม้า มีห้องสำหรับอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน มีทางน้ำใต้ดินที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับแหล่งเเม่น้ำภายนอก มีช่องระบายอากาศสำหรับการถ่ายเท มีการระบายอากาศอย่างสมบูรณ์ มีการไหลเวียนอากาศมากกว่า 15,000 ช่อง มีช่องตะเกียงน้ำมันให้แสงสว่าง สามารถรองรับผู้อยู่อาศัยได้ถึง 20,000 คน มีระบบป้องกันภัยสุดยอด มีประตูล้อเลื่อนนํ้าหนัก 1,000 ปอนด์ แต่สามารถเปิดประตูได้โดยด้านในเท่านั้น ถูกออกเเบบสร้างขึ้นอย่างชาญฉลาด ผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ นักโบราณคดีเชื่อว่า เดอรินกูยูเป็นสถานที่หลบภัยของชาวยุโรปสมัยโบราณกาล ในกรณีที่ถูกชาวโรมันรุกรานเพื่อใช้เป็นเส้นทางหลบหนี อีกทั้ง เพื่อป้องกันสภาพอากาศที่เลวร้ายจากด้านบน เดอรินกูยูอายุราว 2,000 ปี

ประตูเดอรินกูยู

ค.ศ. 1880 นักโบราณคดีบันทึกประวัติศาสตร์ในเเทบอเมริกาพบว่า เทือกเขาเซาท์เวสต์เป็นที่อาศัยของชนเผ่าพื้นเมืองหลายเผ่า แต่ละเผ่ามีความเชื่อแตกต่างกันมาก แต่ตำนานเรื่องเล่ามีความเหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งทุกเผ่าเชื่อเหมือนกันว่า บรรพบุรุษขึ้นมาจากใต้ดิน

ค.ศ. 1960 ชาวตุรกีในเมืองเนฟเชฮีร์ (Nevşehir) ประเทศตุรกี คิดจะต่อเติมบ้านจึงได้เจาะผนังบ้าน ทำให้เขาต้องช็อก เพราะหลังผนังบ้าน คือ อุโมงค์ขนาดใหญ่ที่มีห้องสลับซับซ้อนต่อไปยังอีกหลายๆ ห้อง ลึกลงไปกว่า 8 กิโลเมตร

ค.ศ. 1963 ไฮน์ริช คูสช์ (Heinrich Kouros) นักโบราณคดีชาวเยอรมัน เปิดเผยในหนังสือของเขา Secrets Of The Underground Door To An Ancient World ระบุว่า "พบหลักฐานการก่อสร้างเดอรินกูยูในช่วงยุคหินใหม่ มีอายุราว 12,000 ปี ภายในเดอรินกูยูค่อนข้างลึกลับ ทางเดินส่วนใหญ่จะแคบมาก มีความกว้างประมาณ 70 เซนติเมตร ภายเดอรินกูยูมีการสร้างเป็นโพรงขนาดเล็กใหญ่สลับกันไปมา เมื่อดูภาพรวมทั้งหมดแล้วคือเครือข่ายใต้ดินขนาดใหญ่ มีการสร้างโบสถ์เล็กๆ ไว้ที่ทางเข้าของอุโมงค์ส่วนใหญ่ สร้างขึ้นมาเพื่อปิดความลับของอุโมงค์ ตามความความเชื่อของชาวคริสต์สมัยนั้นมองว่า เป็นเหมือนประตูทางเข้าไปสู่ยมโลก"

เดอรินกูยู

นักโบราณคดีสันนิฐานว่า ศตวรรษที่ 7-8 อาณาจักรไบแซนไทน์ (Byzantine Empire) สร้างเดอรินกูยูขึ้นมา เพื่อใช้เป็นที่หลบภัยหรือป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าอื่นๆ โดยมีการปะทะกันระหว่างชาวมุสลิมอาหรับ ในช่วงสงครามอาหรับ-ไบเซนไทน์ (Arab–Byzantine wars) ต่อมา คริสต์ศตวรรษที่ 14 เดอรินกูยูถูกนำมาใช้โดยชาวคริสเตียน เพื่อปกป้องการรุกรานชาวมองโกเลียมูร์ เเละเดอรินกูยูมีความเกี่ยวโยงกับชาวฮิตไทต์ที่มีอำนาจเหนือแคว้นอนาโตเลียเมื่อปี ค.ศ. 1600 นักโบราณคดีไม่พบหลักฐานว่า เคยมีการถล่มของเมืองเดอรินกูยู ซึ่งเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมากว่า คนสมัยนั้นสร้างเดอรินกูยูขึ้นมาได้อย่างไร

ทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณเสนอว่า มนุษย์ต่างดาวมีส่วนสร้างประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ สมัยนั้นไม่มีเครื่องมือ สมัยนี้ยังทำยากเลย ต้องมีเสาค้ำยันที่แข็งแรงพอ และต้องอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการก่อสร้าง มีจารึกศักดิ์สิทธิ์โบราณพูดถึงสิ่งมีชีวิตบนฟ้า เป็นสิ่งที่รู้จักในนามของเทพเจ้า เเละเทพเจ้ามอบความรู้ให้มนุษย์ เทพเจ้าที่ว่านั้นอาจเป็นมนุษย์ต่างดาว

จารึกตำนานศักสิทธิ์โบราณอธิบายว่า เทพเจ้าอะโรฮามักดาสั่งให้สร้างเมืองใต้ดินหลายชั้น เพื่อปกป้องกลุ่มบุคคลที่ถูกคัดเลือก ไม่ใช่จากภัยน้ำท่วม แต่จากยุคน้ำแข็งทั่วโลก ยุคน้ำแข็งล่าสุดอยู่ในช่วง 18,000 ปีก่อน และจบลง 10,000 ปีก่อน เป็นไปได้ว่า เดอรินกูยูถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่หลบภัยธรรมชาติ เทพเจ้าอะโรฮามักดาลอยขึ้นไปบนฟากฟ้า พร้อมกับราชรถม้าต่อสู้กับศัตรูคู่อาฆาตไม่มีวันจบสิ้น ต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรโลก เทพเจ้าบนฟ้าคือมนุษย์ต่างดาว เพราะว่ามีความสามารถในการบิน ซึ่งสมัยนั้นมนุษย์บินไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน เพราะไม่มีใครทราบเหตุผลที่แท้จริงว่า ใครสร้างเดอรินกูยู โดยเดอรินกูยูถือว่า เป็นความมหัศจรรย์ของอารยธรรมโลกยุคโบราณที่มีคุณค่าต่อการไปเยือนอย่างยิ่ง ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับนักโบราณคดี เเละบุคคลที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์

อ้างอิง : wikipedia