ดาวอังคารเคยมีบรรยากาศที่อบอุ่นเหมือนโลก

ดาวอังคาร
ภาพ : pixabay

ดาวอังคารเคยมีบรรยากาศที่อบอุ่นเหมือนโลก พื้นผิวดาวเคยมีทะเลปกคลุม ยานสำรวจที่สหรัฐฯ เคยส่งไปสำรวจดาวอังคารรายงานกลับมายังโลกว่า ถึงแม้บรรยากาศของดาวอังคารจะเจือจางกว่าโลกแต่ก็มีก๊าซชนิดต่างๆ เหมือนโลก มนุษย์สนใจและใฝ่ฝันที่จะได้ไปเยือนดาวอังคารมานานหลายพันปีแล้ว ชาวบาบิโลนเรียกดาวอังคารว่าดาวมรณเทพ ชาวกรีกเรียกดาวอังคารว่าดาวสงคราม ชาวโรมันเรียกดาวอังคารว่าดาวแดง ชาวจีนเรียกดาวอังคารว่าดาวเพลิง

ค.ศ. 1609 โยฮันเนส เคปเลอร์ (Johannes Kepler) นักดาราศาสตร์ พบว่าดาวอังคารมีวงโคจรเป็นรูปวงรี

ค.ศ. 1700 คริสเตียน ไฮเกนส์ (Christiaan Huygens) นักดาราศาสตร์ ได้มีการร่างภาพพื้นผิวดาวอังคาร

ค.ศ. 1869 แฟร์ดีน็อง เดอ แลแซ็ปส์ (Ferdinand de Lesseps) สถาปนิกชาวฝรั่งเศส ได้ประสบความสำเร็จในการขุดคลองปานามา (Panama Canal) ที่มีความยาว 77 กิโลเมตร โดยใช้เวลานานถึง 11 ปี ผู้คนในสมัยนั้นจึงคิดว่า มีคลองอยู่บนดาวอังคาร เป็นคลองที่มนุษย์ต่างดาวดาวขุดเเน่ๆ

ค.ศ. 1877 โจวันนี สกีอาปาเรลลี (Giovanni Schiaparelli) นักดาราศาสตร์ ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ศึกษาดาวอังคารอย่างจริงจัง พบว่าได้เห็นร่องรอยการกระทบกระแทก โดยอุกกาบาตที่ตกพื้นผิวดาวอังคาร และได้เห็นเส้นสายต่างๆ พาดผ่านผิวดาวอังคารมากมาย เขาจินตนาการว่าสิ่งที่เขาเห็นคือคลองดาวอังคาร (Canali di Marte)

ค.ศ. 1894 เพอร์ซิวาล โลเวลล์ (Percival Lowell) นักดาราศาสตร์ ได้สร้างหอดูดาวที่รัฐอริโซนา สหรัฐอเมริกา เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ดาวอังคาร นอกจากนี้ยังสามารถสร้างแผนที่พื้นผิวดาวอังคารเพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิมด้วย โลเวลล์คือผู้ที่พยายามพิสูจน์ว่ามีคลองชลประทานหรือแนวคลองขุดบนดาวอังคารนั้นมีอยู่จริง คลองเป็นหลักฐานของอารยธรรมชาวดาวอังคาร

ค.ศ. 1898 เอช. จี. เวลส์ (H. G. Wells) นักเขียน ได้แต่งนวนิยายวิทยาศาสตร์ เดอะวอร์ออฟเดอะเวิลด์ส (The War of the Worlds) ที่เกี่ยวกับชาวอังคารได้เดินทางมารุกรานดาวโลก หลายคนจึงเชื่อว่ามีมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่บนดาวอังคาร และมนุษย์ต่างดาวชาวดาวอังคารเหล่านี้มีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเหนือมนุษย์บนโลกมาก

ค.ศ. 1899 นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla) นักประดิษฐ์ ขณะกำลังตรวจสอบคลื่นวิทยุในบรรยากาศด้วยเครื่องรับสัญญาณของเขาในห้องทดลองโคโลราโดสปริงส์ ได้สังเกตพบสัญญาณซ้ำๆ เขาสันนิษฐานในภายหลังว่าอาจเป็นการติดต่อสื่อสารทางวิทยุมาจากดาวเคราะห์ดวงอื่น ซึ่งเป็นไปได้ว่าคือดาวอังคาร บทสัมภาษณ์ในปี ค.ศ. 1901 กล่าวว่า "มันเป็นบางครั้งภายหลังจากความคิดที่ได้ผุดวาบขึ้นมาในใจของผม การรบกวนที่ผมสังเกตพบนั่นอาจเป็นได้ว่าคือการควบคุมทางปัญญา แม้ว่าผมจะไม่สามารถไขรหัสความหมายเหล่านั้นได้ มันเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับผมที่จะคิดว่าสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดเป็นเพียงอุบัติเหตุ ความรู้สึกที่ทวีขึ้นอย่างมั่นคงในตัวผมก็คือผมเป็นบุคคลแรกที่ได้ยินการปฏิสันถารของดาวเคราะห์หนึ่งสู่ดาวเคราะห์อื่น"

ค.ศ. 1901 เอ็ดเวิร์ด ชาลส์ พิกเคอริง (Edward Charles Pickering) ผู้อำนวยการหอดูดาววิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในบทความของนิวยอร์กไทมส์ กล่าวว่า "พวกเราได้รับโทรเลขจากหอดูดาวโลเวลล์ในรัฐแอริโซนาที่ดูเหมือนจะยืนยันว่า ดาวอังคารได้พยายามติดต่อสื่อสารกับโลก"

ค.ศ. 1902 ลอร์ด เคลวิน (Lord Kelvin) นักดาราศาสตร์ สนับสนุนทฤษฎีของเทสลา มีรายงานถึงคำพูดของเขาว่าเทสลาจับสัญญาณของชาวดาวอังคารที่ส่งมายังสหรัฐอเมริกาไว้ได้ กล่าวว่า "อะไรที่ผมพูดไปจริงๆ ก็คือชนชาวดาวอังคาร ถ้าพวกเขามีอยู่ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงเห็นนิวยอร์ก เพราะไฟฟ้าจะเรืองแสงออกมาจนเห็นได้ชัด"

ค.ศ. 1962 คาร์ล เซแกน (Carl Sagan) นักดาราศาสตร์ กล่าวว่า "ดาวอังคารกลายมาเป็นสมรภูมิแห่งเทพนิยายชนิดหนึ่งที่พวกเราชาวโลกได้ฉายออกมาซึ่งความหวัง และความกลัว"

ค.ศ. 1965 ยานมารีเนอร์ 4 (Mariner 4) สำรวจดาวอังคารที่ระดับความสูง 1,000 กิโลเมตร กล้องถ่ายภาพบนยานได้บันทึกภาพดาวอังคาร และภาพได้แสดงให้เห็นชัดว่าบนดาวอังคารไม่มีสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่อาศัยอยู่เลย หลายคนคาดว่ามีน้ำในรูปของเหลวบนพื้นผิวดาวอังคาร มีการอธิบายว่าภูมิประเทศดาวอังคารนั้นเป็นภาพลวงตา ครั้งหนึ่งดาวอังคารเคยมีน้ำปริมาณมากปกคลุมบนพื้นผิว ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งในระยะต้นๆ ของอายุดาว

ค.ศ. 1975 ยานไวกิ้ง 2 (Viking 2) ได้ทะยานจากโลกไปโคจรรอบดาวอังคารเเล้วไปลงจอดบนดาวอังคาร ผลการวิเคราะห์ดินบนดาวอังคารแสดงให้เห็นว่า ดาวอังคารนั้นโคจรรอบดวงอาทิตย์ที่ระยะห่างโดยเฉลี่ย 235 ล้านกิโลเมตร ซึ่งคิดเป็นระยะทางประมาณ 1.5 เท่า ของระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์ อุณหภูมิของดาวโดยเฉลี่ยจะเย็นกว่าของโลกมาก ในเวลากลางวันอุณหภูมิจะสูงประมาณ 10 องศาเซลเซียส แต่ในเวลากลางคืนอุณหภูมิจะลดต่ำกว่าศูนย์ถึง 90 องศา และจากการที่แกนของดาวเอียงทำมุม 24 องศา กับระนาบการโคจรของมัน ดาวอังคารจึงมีฤดูกาลเหมือนโลกเรา โดยมีหนึ่งวันนาน 24 ชั่วโมง 31 นาที และหนึ่งปีนาน 687 วัน ภาพถ่ายที่ได้จากยานอวกาศไวกิ้ง 2 แสดงให้เห็นว่าในอดีตเมื่อหลายพันล้านปีมาแล้ว ผิวดาวอังคารเคยมีบรรยากาศที่อบอุ่น และผิวดาวเคยมีทะเลปกคลุม สรุปการสำรวจดาวอังคารรายงานกลับมายังโลกว่า ถึงแม้บรรยากาศของดาวอังคารจะเจือจางกว่าของโลกแต่ดาวอังคารก็มีก๊าซชนิดต่างๆ เหมือนโลก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (95.97%) และไนโตรเจน (1.89%) ตัวเลขแสดงให้เห็นว่า ดาวอังคารมีคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไปและไนโตรเจนน้อยเกินไป ดังนั้นหากสิ่งมีชีวิตใดๆ จะอุบัติได้บนดาวอังคาร ชีวิตนั้นก็ไม่ควรจะมีรูปร่าง เหมือนสิ่งมีชีวิตที่เรารู้จัก

ค.ศ. 1987 สหรัฐอเมริกาส่งทีมนักสำรวจธรณีวิทยาเดินทางสำรวจทวีปแอนตาร์กติกา ในโครงการชื่อรหัส ANSMET ได้ค้นพบอุกกาบาตเอแอลเอช 84001 (ALH 84001) ที่บริเวณภูเขาแอลลันฮิลล์ (Allan Hills) อุกกาบาตก้อนนี้มีเล็กมีนํ้าหนัก 1.93 กิโลกรัม ในการวัดองค์ประกอบของอุกกาบาต นักธรณีวิทยาพบว่ามันประกอบไปด้วยหินบะซอลต์ (basalt) และหินอัคนี (pyroxenite) โดยมีอัตราส่วนที่เท่ากับหินบนดาวอังคารที่ยานไวกิ้ง 2 เคยวัดไว้เมื่อ 22 ปี ก่อนทุกประการ นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์อุกกาบาตเอแอลเอช 84001 พบว่าในอดีตเมื่อนานมาแล้ว เกิดอุบัติเหตุตกจากดาวอังคารสู่พื้นผิวโลกนั้น ได้มีอุกกาบาตขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งพุ่งชนดาวอังคาร ทำให้หินและดินบนดาวอังคารแตกกระจุยกระจาย ก้อนหินบางก้อนได้พุ่งหนีจากสนามแรงดึงดูดของดาวอังคาร ไปลอยวนเวียนอยู่อวกาศนาน 6 ล้านปี จึงได้ถูกโลกดึงดูดให้ตกลงสู่พื้นผิวโลกที่ทวีปแอนตาร์กติกา และถูกฝังอยู่ในน้ำแข็งที่นั่นนาน 13,000 ปี จนนักธรณีวิทยาได้ขุดพบในเวลาต่อมา จากการใช้แสงเลเซอร์สำรวจอุกกาบาตพบว่ามีฟอสซิลของสัตว์เซลล์เดียวที่ร่างกายประกอบด้วยโมเลกุลชื่อ โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclie Aromatic Hydrocarbon -PAH) ฟอสซิลที่เห็นนี้มีขนาดเล็กกว่าจุลินทรีย์ที่เล็กที่สุดของโลกถึง 100 เท่า ทำให้ไม่สามารถเห็นโครงสร้างภายในหรือโครงสร้างผนังเซลล์ของมันได้เลย ข้อสรุปนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์สงสัยว่าน่าจะมีสิ่งชีวิตบนดาวอังคารมาก่อน ดร. เบรนแดน แมกเคย์ (Brendan McKay) ได้ออกแถลงการณ์ผ่านหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ (New York Times) ว่าในอุกกาบาตเอแอลเอช 84001 สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นอุกกาบาตจากดาวอังคารมีซากฟอสซิล (Fossil) ของจุลินทรีย์ ลงความเห็นว่า ฟอสซิลนั้นอาจจะเกิดจากกระบวนการที่ไม่เกี่ยวกับทางชีววิทยาใดๆ นอกจากนี้จากการวัดอุณหภูมิของอุกกาบาตขณะเกิดฟอสซิลได้พบว่า มีอุณหภูมิสูงถึง 700 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงเกินกว่าที่สิ่งที่มีชีวิตใดๆ จะดำรงได้ จุลินทรีย์บนโลกทนความร้อนได้สูงสุดแค่ 120 องศาเซลเซียส ผมเชื่อว่าในอดีตชีวิตอาจจะเคยอุบัติบนดาวอังคาร ดังนั้นความพยายามในการค้นหาชีวิตบนดาวอังคารจึงสมควรดำเนินต่อไป จึงมีข้อสรุปได้ว่าอุกกาบาต ALH 84001 มีกำเนิดจากดาวอังคาร

ค.ศ. 1996 ประธานาธิบดี บิล คลินตัน (Bill Clinton) ได้ออกรายการโทรทัศน์ ประกาศการค้นพบอุกกาบาตดาวอังคาร ALH 84001 อย่างเป็นทางการ

ค.ศ. 1999 ผลการสังเกตดาวอังคารแสดงให้ทราบว่า เปลือกดาวหลายส่วนถูกกระทำด้วยอำนาจแม่เหล็ก และการพลิกผันสลับขั้วของสนามไดโพลในอดีต เพราะแร่ที่มีความไวต่อแรงแม่เหล็กนั้นย่อมแสดงคุณสมบัติเช่นเดียวกันกับแถบสลับที่พบบนพื้นมหาสมุทรของโลก ชี้ว่าแนวแถบต่างๆ ที่เกิดขึ้นแสดงถึงกิจกรรมการแปรสัณฐานแผ่นธรณีภาคบนดาวอังคารเมื่อเวลากว่า 4 พันล้านปีก่อน ก่อนที่ไดนาโมของดาวเคราะห์จะหยุดลงเป็นผลให้สนามแม่เหล็กของดาวจางหายไป

ค.ศ. 2001 ยานมาร์สโอดิสซี (Mars Odyssey) สร้างผลงานภาพถ่ายดาวอังคารกว่า 50,000 ภาพ และสิ้นสุดภารกิจ

ค.ศ. 2004 ยานมาร์เอกซ์พลอเรชันโรเวอร์ออพพอร์ทูนิตี (Mars Exploration Rover Opportunity) ตรวจพบแร่จาโรไซต์ ซึ่งก่อตัวขึ้นเฉพาะเมื่อมีน้ำในสภาพเป็นกรด เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าครั้งหนึ่งเคยมีน้ำอยู่บนดาวอังคาร ตรวจพบลักษณะไฮดรอกไซด์ในผลึกแร่จากดาวอังคาร แถลงว่าน้ำในแมนเทิลส่วนบนของดาวอังคารมีปริมาณเท่ากับหรือมากกว่าที่โลกมีอยู่ที่ระดับ 50-300 ส่วนในล้านส่วน ซึ่งมากเพียงพอที่จะครอบคลุมพื้นผิวทั้งหมดของดาวได้ด้วยความลึก 200 ถึง 1,000 เมตร

ค.ศ. 2005 ยานมาร์สรีคอนเนสเซนซ์ออร์บิเตอร์ (Mars Reconnaissance Orbiter) ตรวจพบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีน้ำไหลในช่วงเดือนที่ร้อนที่สุดบนดาวอังคาร เรดาร์มาร์สเอ็กซ์เพรสพบว่าขั้วทั้งสองของดาวอังคารมีปริมาณน้ำแข็งมาก

ค.ศ. 2007 ยานสปิริตโรเวอร์ (Spirit Rover) สำรวจภาคพื้นผิวดาวอังคาร ตรวจพบตัวอย่างสารประกอบเคมีที่มีโมเลกุลน้ำ

ค.ศ. 2008 ยานฟีนิกซ์ (Phoenix Spacecraft) ลงจอดดาวอังคารบริเวณละติจูดกลาง ตรวจพบตัวอย่างน้ำแข็งน้ำโดยตรงในดินส่วนตื้นของดาวอังคาร

ค.ศ. 2013 ยานคิวริออสซิตี (Curiosity Rover) ภารกิจสำรวจดาวอังคารมุ่งไปที่การสำรวจหาความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร ค้นหาสารเคมีอินทรีย์ และตรวจสอบว่าจุดที่ลงจอด ตรวจสอบหลุมอุกกาบาตเกล (Gale crater) ว่ามีความสามารถที่จะมีน้ำหรือสารอื่นๆ ที่สามารถเอื้อต่อการดำรงชีวิตได้หรือไม่ ค้นพบว่าดินของดาวอังคารมีน้ำเป็นองค์ประกอบระหว่างร้อยละ 1.5 ถึง 3 มวล แม้ว่าน้ำนั้นจะติดอยู่กับสารประกอบอื่น ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยอิสระ กำลังมีการสืบค้นเพื่อประเมินศักยภาพความสามารถอยู่อาศัยได้ในอดีตของดาวอังคาร ตลอดจนความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออยู่

ค.ศ. 2015 นักวิทยาศาสตร์นาซ่าระบุว่ามหาสมุทรดาวอังคารอาจมีขนาดราวมหาสมุทรอาร์กติกของโลก การวินิจฉัยนี้ได้มาจากการประเมินอัตราส่วนระหว่างน้ำ และดิวเทอเรียมในบรรยากาศปัจจุบันของดาวอังคารเปรียบเทียบกับอัตราส่วนที่พบบนโลก ปริมาณดิวเทอเรียมที่พบบนดาวอังคารมีมากกว่าที่ดำรงอยู่บนโลกถึง 8 เท่า บ่งชี้ว่าดาวอังคารในอดีตเคยมีน้ำเป็นปริมาณมาก ผลสำรวจจากยานคิวริออสซิตีมาพบในภายหลังว่า มีดิวเทอเรียมในอัตราส่วนสูงในหลุมอุกกาบาตเกลอย่างไรก็ตามค่าที่ได้ยังไม่สูงพอที่จะสนับสนุนว่าเคยมีมหาสมุทรอยู่ ปัจจุบันมีการวางแผนภารกิจทางชีวดาราศาสตร์สำรวจดาวอังคารต่อไป

ค.ศ. 2018 ยานอินไซต์ (Insight Mission) ออกเดินทาง 5 พฤษภาคม 2018 ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางสู่ดาวอังคาร เคลื่อนที่ห่างจากโลกด้วยความเร็ว 6200 ไมล์ต่อชั่วโมง (10,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ระยะการเดินทางสู่ดาวอังคารประมาณเวลา 6 เดือน ประมาณการลงพื้นผิวดาวอังคาร วันที่ 26 พฤศจิกายน 2018

ค.ศ. 2020 โครงการสำรวจดาวอังคาร มาร์ส 2020 (Mars 2020) อยู่บนดาวอังคาร ภารกิจการหลักคือ ค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิตที่เชื่อว่าเคยดำรงอยู่บนดาวอังคาร ได้แก่ จุลินทรีย์ เเละเก็บตัวอย่างดินกลับมายังโลก เพื่อศึกษาและวางแผนการสำรวจในอนาคตต่อไป

ตลอดระยะเวลาอันยาวนานของการค้นหา มนุษย์ได้เริ่มตั้งข้อสังเกตแล้วว่า เราอาจมิได้เป็นมนุษย์เพียงเผ่าพันธุ์เดียวที่ดำรงชีวิตอยู่ในจักรวาลอันไพศาลนี้ มนุษย์จึงได้ร่วมมือกันโดยมิได้คำนึงถึงเชื้อชาติและข้อแตกต่างใดๆ และทุ่มเทสติปัญญา ความเพียรพยายาม และความมุ่งมั่นที่จะค้นหา และค้นพบบางสิ่งที่แอบคาดหวัง ร่องรอยการเดินทางอันยิ่งใหญ่ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก และจิตใจอันกล้าหาญของนักสำรวจรุ่นแล้วรุ่นเล่า ถูกเล่าขานไม่รู้จบสิ้น แม้นมนุษย์จะพบเพียงความว่างเปล่าในท้ายที่สุด ทว่าความฝัน และความปรารถนาอันแรงกล้ายังคงอยู่ และอาจจะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง ตราบเท่าที่มนุษย์ยังคงอยากรู้ และเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในจักรวาล เหนืออื่นใดปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่า มนุษย์โดดเดี่ยวเพียงลำพังหรือไม่ในห้วงจักรวาลนี้ ยังคงท้าทาย และรอคอยอย่างไม่หวั่นต่อกาลเวลา และผู้ออกเดินทางไปเพื่อค้นหาคำตอบดังใจปรารถนา เพราะดวงดาวยังคงเป็นตัวแทนของความฝันและความหวังในใจมนุษย์ ที่ผู้คนบากบั่นเพื่อให้ได้มาหรือเพียงไปให้ถึงดังคำกล่าวขาน

อ้างอิง : wikipedia