เกาะอีสเตอร์ ผู้มาเยือนจากต่างดาว

โมอายเเห่งเกาะอีสเตอร์

เกาะอีสเตอร์ (Easter Island) อยู่ที่เกาะราปานูอี (Rapa Nui) ประเทศชิลี เป็นเกาะที่อยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิคห่างจากชายฝั่งประเทศชิลีกว่า 3,600 กิโลเมตร เกาะมีพื้นที่ 160 ตารางกิโลเมตร ปรากฏรูปปั้นประหลาดที่ถูกเรียกว่า โมอาย (Moai) โมอายมีลักษณะรูปร่างเหมือนมนุษย์ มีโมอายจำนวน 887 ตัว กระจายอยู่ทั่วทั้งเกาะ รวมทั้งตัวที่ยังแกะสลักไม่เสร็จด้วย และตัวที่เสียหายระหว่างการขนย้าย โมอายบางตัวมีแค่ส่วนหัว บางตัวมีส่วนลำตัวที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน ขนาดของโมอายที่ใหญ่ที่สุดนั้นสูงถึง 10 เมตร น้ำหนัก 82 ตัน โมอายทั้งหมดถูกแกะสลักออกมาจากหินภูเขาไฟก้อนเดียวกัน ถูกนำมาจากเหมืองหินราโน ราราคู (Rano Raraku) ซึ่งเป็นเหมืองหินที่อยู่ภายในเกาะนั้นเอง

ค.ศ. 1722 จาค็อบ ร็อกเกวีน (Jacob Roggaveen) นักเดินเรือชาวดัตช์ ผู้ค้นพบเกาะเป็นคนแรก แล่นเรือมาพบเกาะในวันอีสเตอร์ จึงตั้งชื่อเกาะว่า เกาะอีสเตอร์

ค.ศ. 1888 เกาะนี้ถูกผนวกรวมเข้ากับประเทศชิลี และมีการสร้างสนามบินขึ้น กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของโลกอีกแห่งหนึ่ง

ค.ศ. 1990 องค์การยูเนสโก (UNESCO) จดทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมของโลก

เหมืองหิน ราโน ราราคู

นักโบราณคดีสมมุติฐานว่า โมอายเป็นผลงานของอารยธรรมโพลีนีเชีย (Polynesians) ที่เข้ามาปกครองเกาะอีสเตอร์ ซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะเเห่งนี้เมื่อ 1,000 ปีมาแล้ว เเละเมื่อปี ค.ศ. 1250-1500 บนเกาะอีสเตอร์เกิดสงครามแย่งชิงอำนาจการปกครองกัน เเละรูปปั้นโมอายจึงถูกยกเลิกสร้างไปโดยปริยาย รวมไปถึงการถูกยึดครองโดยอารยธรรมอื่น และวัฒนธรรมเกาะอีสเตอร์จึงหายสาปสูญไปในที่สุด การสร้างโมอายนั้นต้องลงทุนลงแรง และใช้เวลาเป็นอย่างมาก เพราะหลังจากสร้างโมอายเสร็จ ยังต้องเคลื่อนย้ายโมอายไปยังตำแหน่งรอบเกาะ การขนย้ายโมอายซึ่งหนัก และใหญ่มาก ทำได้อย่างไรยังคงเป็นปริศนา โดยทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณได้เสนอว่า โมอายนั้นเดินได้เองในอดีต เเละที่เห็นเป็นเกาะมันไม่ใช่อย่างที่คิด จริงๆ เเล้ว มันคือยานอวกาศ ซึ่งถ้าไกล้จะถึงวันสิ้นโลก เกาะเเห่งนี้จะบินขึ้นสู่อวกาศเพื่อมุ่งหน้าสู่ดวงดาวอื่น

ตำนานเกาะอีสเตอร์กล่าวว่า หัวหน้าเผ่าจะเสาะหาที่ตั้งบ้านใหม่ และได้เลือกหมู่เกาะอีสเตอร์ หลังจากที่หัวหน้าเผ่าเสียชีวิตไป เกาะอีสเตอร์ก็ได้ถูกแบ่งอำนาจให้ลูกๆ เพื่อให้เป็นหัวหน้าเผ่าใหม่ ชาวเกาะอีสเตอร์เชื่อว่ารูปปั้นโมอายจะรักษาจิตวิญญาณของหัวหน้าเผ่าเหล่านั้นไว้ เพื่อให้นำสิ่งดีๆ มาสู่เกาะ เช่น ฝนตก พืชพรรณสมบูรณ์ โมอายบางตัวจะใส่หมวกมีชื่อเรียกว่าพูคาโอ (Pukao) เป็นชิ้นต่างหากบนหัว บางตัวประดับลูกตาด้วยปะการังขาว เชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของหัวหน้าเผ่า

ค.ศ. 2012 คาร์ล พี. ลิโพ (Carl P. Lipo) นักโบราณคดี จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม อธิบายว่า "ชาวโพลีนีเซียใช้ทรัพยากรที่เกาะอีสเตอร์จนหมด และเริ่มอดอยาก ทรัพยากรที่ใช้จนหมดคือต้นไม้บนเกาะ ต้นไม้เหล่านั้นใช้ในการสร้างเรือแคนู เมื่อไม่มีเรือแคนูพวกเขาก็จับปลาไม่ได้ จึงต้องอาศัยอาหารจากบนบก พอนานๆ เข้า ดินก็เสื่อมโทรม เพาะปลูกพืชก็ไม่ได้ นำไปสู่หายนะ"

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิเคราะห์ซากมนุษย์ ซากสัตว์ และซากพืชบนเกาะ ตรวจพบมีอายุย้อนหลังไปถึงปี ค.ศ. 1400 ทำให้รู้ว่าอาหารของชาวโพลีนีเซียกินอะไร ทีมวิจัยพบโปรตีนในอาหาร ซึ่งมาจากทะเล นอกจากนี้พบอาหารพืชที่ปลูกบนเกาะมาจากดินที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่า ชาวโพลีนีเซียรู้เรื่องการเพาะปลูกพืชได้อย่างยั่งยืน และอยู่รอดภายใต้เงื่อนไขสภาพแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคได้เป็นอย่างดี

ทฤษฎีการเคลื่อนย้ายโมอาย

ทฤษฎีเรื่องการเคลื่อนย้ายโมอายไปวางยังตำแหน่งต่างๆ บนเกาะ ยังไม่มีผู้ใดทราบ แต่มีสันนิษฐานว่า น่าจะมีการใช้แรงงานคน และใช้ไม้ซุงเป็นจำนวนมากเพื่อลากโมอายลงจากภูเขาเเละนำไปขึ้นเรือแคนูเพื่อนำไปค้าขาย นักโบราณคดีทดสอบเคลื่อนย้ายรูปปั้นโมอายระยะทาง 18 กิโลเมตร จากเหมืองหินราโนราราคูจุดที่แกะสลักรูปปั้นเพื่อไปติดตั้งตามจุดต่างๆ บนเกาะ ได้เสนอทฤษฎีที่ว่าใช้เพียงเชือก 3 เส้น และคนจำนวนมาก สรุปสามารถเคลื่อนย้ายรูปปั้นโมอายได้ เเต่ข้อสมมุติฐานนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับจากนักโบราณคดีคนอื่นๆ มากนัก

อ้างอิง : wikipedia