นิบิรุ ผู้มาเยือนจากต่างดาว

ดาวนิบิรุ

นิบิรุ (Nibiru) นิบิรุเข้าชนโลก เป็นแนวคิดที่เสนอว่าอาจมีการชนกันครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างโลกกับดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่ชื่อนิบิรุ ขนาดใหญ่กว่าโลก 10 เท่า ประมาณดาวพฤหัสบดี สามารถมองเห็นได้แม้เวลากลางวัน เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่าวันสิ้นโลก คาดว่าจะชนโลกสร้างหายนะอย่างมหาศาล ซึ่งเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 21 (2001-2100) ไม่ทราบวันเเน่ชัด เหล่านักวิจิยยูเอฟโอระดับโลกสันนิษฐานโดยรวมว่า ดาวนิบิรุกำลังโคจรมาที่ระบบสุริยะของเรา ซึ่งกำลังจะเกิดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ มันจะทำให้เกิดมหันตภัยชนิดที่ว่าสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ทั้งดาว เพราะแกนของดาวนิบิรุมีสนามแม่เหล็กอยู่มาก ซึ่งมันจะทำปฎิกิริยากับสนามแม่เหล็กโลก อาจจะทำให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวนครั้งใหญ่ เกิดภัยพิบัติธรรมชาติ เกิดภาวะน้ำขึ้นกระทันหัน เกิดซุปเปอร์สึนามิ เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ เกิดภูเขาไฟระเบิด เกิดพายุซุปเปอร์ทอร์นาโด เกิดสิ่งต่างๆ มากมายนับไม่ถ้วน คาดการณ์ไว้แล้วว่า เราจะสามารถจะเห็นดาวนิบิรุขนาดใหญ่เท่าดาวพฤหัสบดีได้เลย เพราะมันเข้าใกล้เรามากแล้ว ข้อมูลอาจจะยังไม่แน่นพอ เพราะนาซ่าปิดข่าวไว้อยู่ แต่นักดาราศาสตร์ชั้นนำของโลกรวมไปถึงด็อกเตอร์ทั้งหลาย เเละผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ออกมาอธิบายเรื่องทฤษฎีนี้ว่า มีความเป็นไปได้สูง พบเเล้วว่ามันคือเรื่องจริง

บันทึกแผ่นดินเหนียวอายุ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล
ภาพ : wikipedia

ซูเมอร์ (Sumer) หรือเรียกว่าสุเมเรียน อารยธรรมสุเมเรียนเป็นมนุษย์กลุ่มแรกๆ ที่เริ่มบันทึกประวัติศาสตร์ของตน เมื่อราว 4,000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวสุเมเรียนคืออารยธรรมที่คิดค้นเทคโนโลยีสำคัญๆ เช่น ล้อเกวียน การปกครอง กฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม รวมไปถึงมีความรู้ด้านดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และมีอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครทราบที่มาที่ไป เเละมีอักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiform) ที่เป็นต้นกำเนิดตัวอักษรที่ใช้การทั่วโลกในปัจจุบัน จากการถอดรหัสอักษรคูนิฟอร์ม บันทึกลงบนแผ่นดินเหนียวอายุ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล อธิบายว่า ทั้งหมดนี้ได้รับความรู้มาจากเทพเจ้าอานูนาคี จึงมีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความเจริญที่ก้าวกระโดดของชาวสุเมเรียนที่ว่า เทพเจ้าอานูนาคีแนะนำชาวสุเมเรียนสร้างอารยธรรมหรือไม่

ดาวเคราะห์ยูเรนัส เนปจูน พลูโต นักวิทยาศาสตร์พึ่งค้นพบเมื่อไม่กี่ร้อยปี แต่ชาวสุเมเรียนกลับรู้จักดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยะ นักโบราณคดี นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ ประหลาดใจในความรอบรู้อันน่าพิศวง ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าสุเมเรียนเอาวิทยาการ และเทคโนโลยีมาจากไหน

อานูนาคี (Anunnaki) คือ เทพเจ้าของชาวสุเมเรียน เป็นเทพแห่งโลกใต้ดิน สืบเชื้อสายมาจากเทพแห่งท้องฟ้า (Sky God) คำว่า Anunnaki อ่านว่า AN.AN.NA.KI ภาษาสุเมเรียน แปลว่า พระเจ้าผู้ลงมาจากเบื้องบน มีความหมายเดียวกันกับเนฟิล (Nefilim) บุตรพระเจ้าในพระคัมภีร์ไบเบิล

โลกของเราเป็นหนึ่งในสมาชิกของระบบสุริยะจักรวาล อานูนาคีเดินทางมาจากดาวเคราะห์ดวงที่ 12 ของระบบสุริยะรู้จักกันในชื่อแพลเนท เอ็กซ์ (Planet X) ชาวสุเมเรียนเรียกดาวเคราะห์ดวงนั้นว่านิบิรุ (Nibiru หรือ Planet of Crossing) ดาวนิบิรุมีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ทุกๆ 3,600 ปี อานูนาคีมาที่โลกเพื่อจะมาขุดเอาทองคำ เนื่องจากทรัพยากรบนดาวนิบิรุหมดลง ชั้นบรรยากาศของดาวนิบิรุจำเป็นต้องมีส่วนผสมของทองคำ ตามตำนานของชาวบาบิโลเนียน และอัสซีเรียน คำจารึกเขียนว่า อานูนาคีคือบรรดาทายาทของเทพอานู (Anu) และเทพคี (Ki) ที่เป็นพี่น้องกัน อานูนาคีปรากฎอยู่ในตำนานของชาวบาบิลอน ชื่อ Enuma Elish อานูนาคีถูกกล่าวถึงในตำนานกิลกาเมซ (The Epic of Gilgamesh) เมื่อ Utnapishtim กล่าวถึงเรื่องน้ำท่วมโลก มีเทพเจ้ายุคแรก 4 องค์ Anu, Enlil, Enki, Ninhursag มีเทพเจ้าแห่งท้องฟ้า 3 องค์ Inanna,  Nanna, Utu มีเทพที่สำคัญ 11 องค์ Adad, Dumuzid, Tammuz, Enkimdu, Erishkigal, King, Geshtinanna, Lahar, Marduk, Nergal, Ninurta

เทพเจ้าอนูนาคี
ภาพ : wikipedia

ค.ศ. 1976 เซชาเรีย ซิตชิน (Zecharia Sitchin) (ค.ศ. 1920-2010) นักโบราณคดี นักเขียน ซิตชินเขียนหนังสือชื่อ The Earth Chronicles โด่งดังไปทั่วโลก ซิตชินศึกษาจารึกโบราณของชาวสุเมเรียน และแปลคำจารึกเหล่านั้น ซิตชินเชื่อว่าชาวสุเมเรียน สืบเชื้อสายมาจากเผ่าพันธุ์อานูนาคี ซึ่งเป็นมนุษย์ต่างดาวมาจากดาวนิบิรุ

500,000 B.C. อานูนาคีถูกขับไล่จึงขับยานอวกาศหลบหนีออกมา จนมาพบกับดาวโลก และพบว่ามีแร่ทองคำ ซึ่งสามารถใช้ทองคำปกป้องบรรยากาศบนดาวนิบิรุได้

450,000 B.C. ดาวนิบิรุเป็นหนึ่งในสมาชิกของระบบสุริยะของเรา เผชิญกับภาวะสูญพันธุ์ เนื่องจากชั้นบรรยากาศเสื่อมโทรมจนกลายเป็นดาวร้าง

445,000 B.C. อานูนาคีได้มาสอนมนุษย์โลกพร้อมสร้างสถานีบนโลกแห่งที่ 1 (Eridu- Earth Station 1เพื่อสกัดทองคำ โดยใช้น้ำจากอ่าวเปอร์เซีย

300,000 B.C. อานูนาคีได้สร้างมนุษย์ยุคแรกเป็นพันธุ์ลูกผสม ซึ่งยังไม่สามารถให้กำเนิดลูกหลานมนุษย์ได้ ต่อมาเมื่อมีความต้องการใช้แรงงานมากขึ้น จึงได้สร้างมนุษย์ขึ้นใหม่ให้สามารถสืบพันธุ์ได้ กลายเป็นโฮโม เซเปียนส์ (Homo sapiens) ปรากฏขึ้นบนโลก

10,200 B.C. อานูนาคีตอบเเทนเผ่าพันธุ์มนุษย์ยอมให้มนุษย์มีวิวัฒนาการจากทาสไปสู่ยุคหินใหม่ (Neolithic) เเละจากโลกใบนี้

6,000-4,000 B.C. มนุษย์ได้เริ่มก่อสร้างเมืองขึ้นในดินแดนเมโสโปเตเมีย (Nippur) เเละบาบิโลเนีย (Babylonia)

3,000 B.C. โลกถูกปกครองโดยมนุษย์กึ่งเทพ (Demi Gods) ในดินแดนอียิปต์ ซึ่งไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวเผ่าพันธุ์อานูนาคี

บันทึกแผ่นดินเหนียวอายุ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล
ภาพ : wikipedia

ในทางวิทยาศาสตร์เรื่องการกำเนิดของมนุษยชาติ ยีนส์ โครโมโซม ดีเอ็นเอ ของมนุษย์นั้น พบว่ามีหนึ่งหรือสองตัวที่ไม่ได้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ หรือไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองจากการวิวัฒนาการมนุษย์ตามทฤษฎีชาร์ลส์ ดาร์วิน ทฤษฎีวิวัฒนาการมนุษย์ยังมีช่องโหว่อยู่มากมาย ห่วงโซ่ที่หายไปที่นักมานุษยวิทยาพากันตามหามานานแสนนาน นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า จุดเชื่อมโยงที่หายไป เทคโนโลยีจีเอ็มโอหรือการโคลนนิ่งในปัจจุบัน ซึ่งสามารถทำได้แล้ว ถ้ามีอารยธรรมที่มีวิทยาการสูงส่งกว่ามนุษย์เรามากๆ ทำไมจะทำไม่ได้ นอกจากต้นกำเนิดมนุษยชาติแล้ว ยังเกี่ยวโยงถึงเรื่องมนุษย์ต่างดาวเรปทิเลียนที่เป็นลูกหลานของเทพอานูนาคีด้วย ซึ่งคนจำนวนที่ไม่น้อยเลยเชื่อว่าโลกเราถูกปกครองโดยคนพวกนี้แบบลับๆ พวกเขาแทรกซึมอยู่ในกลุ่มคนทั่วไป โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาหลายคนเชื่อว่ามีจริง

งานแปลของซิตชินไม่ได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์กระเเสหลัก เเต่มีอิทธิพลต่อทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณอย่างมาก สร้างแรงบันดาลใจให้คนมากมายค้นคว้าต่อมาจนถึงปัจจุบัน คำอธิบาย และคำแปลของเขามีเหตุผลที่ประกอบกับหลักฐานทางด้านโบราณคดีมากมายมาสนับสนุน และเขาเป็นคนแรกที่กล่าวถึงดาวนิบิรุตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 ปัจจุบันทฤษฎีสมคบคิดกล่าวกันว่าดาวนิบิรุถูกองค์การนาซ่าปิดบัง ทั้งนี้ นักดาราศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ปฏิเสธแนวคิดดังกล่าวโดยระบุว่า เป็นการสรุปผลโดยปราศจากข้อเท็จจริงซึ่งทำให้ผู้คนทั่วโลกหลาดกลัว

เมื่อปี ค.ศ. 2013 ภาพยนตร์ไซไฟเรื่องสตาร์เทรค ทะยานสู่ห้วงมืด (Star Trek: Into Darkness) ฉากเริ่มเรื่องเผยให้เห็นดาวชื่อว่านิบิรุ ดาวเคราะห์สีเเดง มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เเต่เทคโนโลยีอยู่ในช่วงยุคหิน โดยเกิดภูเขาไฟระเบิดขนาดใหญ่ พระเอกเป็นมนุษย์ชาวโลกต้องนำยานอวกาศมาช่วยเผ่าพันธุ์ดาวนิบิรุ เพื่อให้เผ่าพันธุ์ดาวนิบิรุไม่สูญพันธุ์ หรือนี่จะบอกเป็นนัยๆ ว่าดาวนิบิรุมีอยู่จริง

อ้างอิง : wikipedia