วิมาน ผู้มาเยือนจากต่างดาว

วิมาน 4 เเบบ

พระเจ้าอโศกมหาราช (Ashoka) พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่เเห่งประเทศอินเดีย มีคำร่ำลือว่าพระองค์เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งแหล่งวิทยาการ สมาคมลับบุรุษนิรนามทั้ง 9 (Secret Society of the Nine Unknown Men) ซึ่งนักปราชญ์อินเดียในสมัยนั้นต่างกระหายที่จะเรียนรู้วิทยาการเหล่านี้ แต่พระองค์เก็บวิทยาการต่างๆ เป็นความลับ เพราะกลัวว่า หากวิทยาการเหล่านี้เผยแพร่ออกไป อาจทำให้เกิดเหตุนองเลือดขึ้นได้ เพราะพระองค์เองเคยใช้วิทยาการเหล่านี้ทำสงครามมาแล้ว พระองค์จึงเน้นทำทนุบำรุงศาสนาพุทธแทน บุรุษนิรนามทั้ง 9 (The Nine Unknown Men) หมายถึง หนังสือ 9 เล่ม ที่พระเจ้าอโศกทรงนิพนธ์ขึ้นมา เล่มหนึ่งมีชื่อว่าความลับเเห่งแรงโน้มถ่วง (The Secrets of Gravitation) เป็นที่รู้จักกันดีในสมัยโบราณ อ้างอิงตามทฤษฎีสมคบคิด หนังสือ 9 เล่ม อดีตเคยถูกเก็บไว้ที่เมืองเบอร์ลิน ประเทศนาซีเยอรมนี หลังจากเเพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกย้ายไปอยู่ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NARA)

แท่งหินอักขระจารึกเป็นภาษาสันสกฤตในเมืองลาศา (Lhasa) ประเทศทิเบต อธิบายว่า เมื่อ 15,000 ปีก่อน อารยธรรมอินเดียสมัยอาณาจักรพระราม (Rama) ตั้งอยู่ประเทศปากีสถาน ดำรงอยู่ควบคู่กับอาณาจักรแอตแลนติส (Atlantis) ที่ตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก สองอาณาจักรใช้ยานพาหนะที่สามารถต่อต้านแรงดึงดูดของโลกได้ มีชื่อเรียกว่า วิมาน (Vimanas) เป็นยานพาหนะมีสองชั้น มีรูปร่างมีต่างกันถึง 4 แบบ มีเเบบคล้ายกับจานบิน, จรวด, เรือ, ซิการ์ ส่วนบนมีโดม ส่วนกลางมีห้องผู้โดยสาร ส่วนล่างมีท่อไอเสีย วิมานบินด้วยความเร็วยิ่งกว่าสายลม (Speed of The Wind) คัมภีร์พระเวท (Vedas) กล่าวถึงวิมานในชื่อว่า อนิโหตระ-วิมาน (Ahnihotra-Vinana)

มหากาพย์ภารตะ (Mahabharata) บรรยายลักษณะรูปร่างวิมานว่า มีรูปร่างเป็นทรงกลมขับเคลื่อนไปด้วยปรอท (Mercury) เเละของเหลวสีขาวอมเหลือง (Yellowish white liguid) เป็นตัวขับเคลื่อน การขับเคลื่อนคล้ายกับผีเสื้อ สามารถเคลื่อนที่ขึ้นลงถอยหลังได้ตามที่นักบินต้องการ วิมานเป็นเครื่องจักรกลที่ทำด้วยเหล็กเชื่อมติดกันอย่างดีและเรียบร้อย สามารถขับเคลื่อนไปได้โดยใช้ปรอทพ่นออกมาจากข้างหลัง ในรูปแบบของเปลวไฟคำราม (Roaring Flame) วิธีการขับเคลื่อน วิธีการควบคุม วิธีการบังคับเลี้ยว คือ พลังงานต้านเเรงโน้มถ่วงที่มีชื่อเรียกว่า ลากิมะ (Laghima) ที่เกิดมาจากพลังจิต ซึ่งเป็นแรงที่มนุษย์รู้จักกันน้อย โดยใช้แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (Centrifugak Force) มีกำลังมากพอที่จะสามารถต่อต้านแรงดึงดูดของโลกได้ จากความรู้ทางฮินดูโบราณ (Hindu Yogis) แรงลากิมะนี้สามารถยกมนุษย์ให้ลอยขึ้นฟ้าได้ หรือผู้ใช้สามารถบินเหาะเหินบนอากาศได้

มหากาพย์ภารตะยุทธ (Kurukshetra War) กล่าวถึงวิมานว่า "ภีมะบินสู่ฟากฟ้า ลุกสว่างราวกับแสงอาทิตย์ เสียงดังราวกับฟ้าผ่า ราชรถอยู่บนฟ้า ลุกสว่างราวกับเปลวเพลิง ส่องสว่างฟากฟ้ายาวค่ำคืนฤดูร้อน บินโฉบไปมาราวกับผีเสื้อ ราวกับมีพระอาทิตย์สองดวงกำลังส่องแสงอยู่กระนั้น สวรรค์ทั่วชั้นฟ้าสว่างขึ้นบัดดล"

มหากาพย์รามายณะ (Ramayana) กล่าวถึงสงครามมหาประลัยว่า "อาวุธเคลื่อนที่เป็นวิถีโค้ง ปลดปล่อยพลังงานอย่างมหาศาล เปลวเพลิงและควันที่ลุกโซติราวกับมีพระอาทิตย์ส่องแสงอยู่นับพันดวง พายุสายฟ้า กัมปนาท ผู้ส่งสารแห่งความตายนำมาซึ่งขี้เถ้า เผ่าพันธุ์ทั้งปวง ซากศพกลับถูกเผาไหม้ จนจำหน้าตาไม่ได้ ผมเล็บหลุดร่วงออกมา เครื่องดินเผาต่างๆ กลับแตกหักโดยไม่รู้สาเหตุ"

จากข้อความภาษาสันสกฤตโบราณ ทำให้นักวิทยาศาสตร์นาซ่าในช่วงคิดค้นสร้างยานลงจอดดาวอังคาร เเละนายพลนาซีเยอรมนีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จินตนาการว่าเป็นยานอวกาศเเน่ๆ จึงอยากจะสร้างไว้เพื่อครอบครองในที่สุด

อารยธรรมแอตแลนตีส
ภาพ : wikipedia

ค.ศ. 1922 นักวิทยาศาสตร์เยอรมนีพบซากโครงกระดูกที่เมืองโมเฮนโจ-ดาโร (Mohenjo-daro) ประเทศปากีสถาน บางโครงนอนกุมมืดอยู่บนหน้าอก ราวกับมีหายนะครั้งใหญ่ นอกจากนี้ พบสารกัมมันตรังรังสีค้างอยู่ในตัวด้วย

ค.ศ. 1934 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) สั่งนักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดีไปประเทศอินเดีย เพื่อเก็บรวบรวมเรื่องราววิทยาการในสมัยโบราณที่ฮิตเลอร์เชื่อว่า อารยธรรมในอดีตนั้นมีจานบิน และมีอาวุธทำลายล้างที่เคยใช้ในอดีต นักโบราณคดีนาซีเยอรมนีได้ถอดความภาษาสันสกฤตโบราณ และอักขระโบราณจำนวนมาก พบว่ามีการบรรยายถึงจานบินจริง รายงานอธิบายว่า อารยธรรมแอตแลนติสใช้ยานพาหนะที่มีชื่อเรียกว่า ไวลิกซี (Vaillxl) เเต่นักโบราณนาซีเยอรมนีเรียกว่า อัศวิน (Asvins) อารยธรรมแอตแลนตีสมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าอารยธรรมอินเดีย และชื่นชอบการทำสงคราม

ค.ศ. 1945 โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ (Robert Oppenheimer) บิดาเเห่งระเบิดปรมาณู ทดลองจุดระเบิดนิวเครียร์ลูกเเรก พูดถึงภาษาสันสกฤตโบราณ กล่าวว่า "โลกเราไม่เหมือนเดิมอีกเเล้ว ผมจำประโยคจากคำภีร์ฮินดูโบราณได้ บัดนี้ ข้าได้กลายมาเป็นมัจจุราช ผู้มาทำลายล้างโลก"

ไวลิกซี-อัศวิน

ค.ศ. 1946 หลังสงครามโลกครั้งที่ ประเทศสหรัฐอเมริกาและโซเวียต บุกเข้าฐานวิจัยโบราณคดีของนาซีเยอรมนี พบหนังสือเกี่ยวกับศาสตร์ลึกลับจำนวนมาก พบว่าเป็นของไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ (Heinrich Himmler) ในจำนวนนั้นมีเล่มหนึ่งชื่อทฤษฎีโลกน้ำแข็ง (The World Lce Theory) รายงานเขียนอธิบายถึงเผ่าพันธุ์ชาติต่างๆ บนโลก เผ่าพันธุ์มนุษย์ดีเลิศนั้นมาจากเกาะแอตแลนตีส และชาวเเอตเเลนตีสได้สร้างอารยธรรมที่ล้ำยุคกว่าอารยธรรมอื่น แต่แล้วเกิดจากอากาศหนาวเย็นได้ผลักดันให้ชาวแอตแลนตีสต้องอพยพหนีไปอยู่ใต้ดิน มีการเชื่อมโยงถึงทฤษฎีโลกกลวงอีกด้วย ต่อมา ชาวเเอตเเลนตีสได้เป็นผู้ถ่ายทอดอารยธรรมให้อารยธรรมอียิปต์ ชาวแอตแลนตีสคือบรรพบุรุษชาวอารยัน หรือชาวเยอรมันในปัจจุบัน ในสายตาของชาวอารยันนั้น เป็นสายพันธุ์มนุษย์ที่เลิศกว่ามนุษย์อื่นๆ เสมือนพระเจ้า ความคิดของฮิมม์เลอร์ได้สร้างกองทัพที่ยิ่งใหญ่คือ หน่วยเอสเอส (SS) เพื่อก่อสงครามโลกครั้งที่ 2

ค.ศ. 1966 เอกลัล เกศนะ (Eklal Kueshana) นักเขียน กล่าวว่า "วิมานสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อ 20,000 ปีก่อน ในทวีปแอตแลนติส ส่วนใหญ่มีรูปร่างจานแบนๆ กับรูปสี่เหลี่ยมคางหมู มีเครื่องยนต์รูปครึ่งวงกลมสามตัวติดตั้งอยู่ส่วนล่างของยาน ชาวแอตแลนติสใช้ยานพาหนะต่อต้านแรงโน้มถ่วงที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ที่มีกำลัง 30,000 แรงม้า สามารถบินแทรกตัวลงใต้น้ำได้ดีพอๆ กับการบินผ่านชั้นบรรยากาศ เมื่ออารยธรรมแอตแลนตีสล่มสลาย โลกก็เริ่มเข้าสู่ยุคหิน และประวัติศาสตร์สมัยใหม่ก็ดำเนินต่อไป แต่ดูเหมือนว่าเรื่องราวของวิมานยุคโบราณจะสูญหายไปด้วย"

อ้างอิง : wikipedia