ทิวานากู ผู้มาเยือนจากต่างดาว

วิหารคาลาซาซายา
ภาพ : wikipedia

ทิวานากู (Tiwanaku) อยู่ที่เมืองเทียฮัวนาโค ใกล้กับทะเลสาบติติคาคา ประเทศโบลิเวีย สร้างขึ้นเมื่อ 1,500 ปีก่อนคริสตกาล เมืองเเห่งอารยธรรมอินคา (Inca Empire) โบราณสถานที่โดดเด่นคือ วิหารคาลาซาซายา (Kalasasaya), ประตูเเห่งดวงอาทิย์ (Gateway of the Sun), โมนาอีโต้ พอนซ์ (Monolito Ponce) รูปสลักขนาดยักษ์ว่ากันว่าหน้าตาคล้ายคลึงกับรูปสลักโมอายบนเกาะอีสเตอร์ (Easter Island)

ประตูเเห่งดวงอาทิตย์
ภาพ : wikipedia

ค.ศ. 1860 เอฟราอิ จอร์จ สไควเออร์ (Ephraim George Squier) นักโบราณคดีชาวอเมริกัน เริ่มต้นในระดับเล็กๆ ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ได้ไปที่ทิวานากู พบซากปรักหักพังก่อนที่จะได้รับการบูรณะภายหลัง เขาได้เผยแพร่แผนที่ และภาพสเก็ตช์ทิวานากูไปทั่วโลก

ค.ศ. 1876 Alphons Stübel นักธรณีวิทยาเยอรมัน ใช้เวลา 9 วัน ในทิวานากู เพื่อสร้างแผนที่ทิวานากู เเละสำรวจบริเวณนี้อย่างรอบคอบ

ค.ศ. 1892 B. von Grumbkow วิศวกร เเละ Friedrich Max Uhle นักโบราณคดี หาคำอธิบายสถานที่ทิวานากูเป็นครั้งแรกในเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ซึ่งเขาตีพิมพ์หนังสือที่มีเอกสารภาพถ่ายที่สำคัญของทิวานากู เเละข้อมูลมากมายเพื่อหาคำอธิบายเมืองเเห่งนี้

ค.ศ. 1960 รัฐบาลโบลิเวียเริ่มมีความพยายามที่จะฟื้นฟูบูรณะสิ่งปลูกสร้างทิวานากู

ค.ศ. 1978-1990 นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ช่วยกันศึกษาอิทธิพลของอารยธรรมอิคา และหาหลักฐานการล่มสลายของทิวานากู

พูมาพันกู
ภาพ : wikipedia

สถานที่ไกล้ๆ กัน ทางตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 15 กิโลเมตร จากทิวานากู คือ พูมาพันกู (Pumapunku) ซากหินปรักหักพังบนเทือกเขาแอนดี ประเทศโบลิเวีย สร้างขึ้นเมื่อ 536-600 ปีก่อนคริสตกาล คาดการว่าพูมาพันกูเป็นส่วนหนึ่งของทิวานากู คาดการว่าเป็นแหล่งอารยธรรมอินคา สร้างขึ้นในรัชสมัยกษัตริย์ไอมารา (Aymara) ภูเขาสูงไม่มีต้นไม้ มีเเต่ต้นหญ้า ใช้อะไรในการยกนักวิทยาศาสตร์พากันงง หินที่นี่คือหินแกรนิต (Granite) เป็นไปไม่ได้ที่ภูมิปัญญาของมนุษย์ในยุคนั้นจะสามารถตัด เเละเคลื่อนย้ายได้เช่นนี้ เนื่องจากหินขนาดใหญ่นี้ต้องใช้เพชร (Diamond) ตัดมันเท่านั้น ปลายของเครื่องมือต้องติดหัวเพชรถึงตัดมันได้ ยุคนั้นยังไม่มีเครื่องมือที่ใช้ตัดหินชนิดนี้

แผงกั้นถนนโบราณ
ภาพ : wikipedia

ลักษณะที่โดดเด่นของพูมาพันกู เป็นแนวกำแพงหินในลักษณะเป็นบล็อกเรียบเนียนวางต่อเนื่องกัน โดยมีความกว้างถึง 167.36 เมตร ยาว 116.7 เมตร สำหรับแผ่นหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีความยาว 7.81 กว้าง 5.17 และมีความหนาเฉลี่ย 1.07 เมตร โดยมีน้ำหนักถึง 131 ตัน

นักโบราณคดีเเละนักวิทยาศาสตร์ศึกษายังหาคำอธิบายไม่ได้ หินก้อนมหึมาเหล่านี้ถูกขนย้ายขึ้นไปบนภูเขาสูงได้อย่างไร มนุษย์ในยุคนั้นใช้วิธีอะไรในการขนย้ายหินที่มีนํ้าหนักเฉลี่ยหลายสิบตัน ทั้งๆ ที่อารยธรรมอินคาไม่เคยคิดประดิษฐ์อุปกรณ์ทุ่นแรงอย่างล้อเลื่อนมาก่อน

หินแกะสลักที่เป็นรูปตัว H
ภาพ : wikipedia

หินแกะสลักที่เป็นรูปตัว H หินเหล่านี้มีวิธีการก่อสร้างอย่างไร ให้มีความเรียบเนียนได้ขนาดนั้น ดูราวกับการใช้เลเซอร์ตัด โดยเฉพาะเหลี่ยมมุมต่างๆ ที่ค่อนข้างเป๊ะเข้ากันได้พอดิบพอดี ราวกับใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการคำนวน

นักวิทยาศาสตร์สรุปความเห็นกันว่า คงต้องใช้เทคโนโลยีเลเซอร์เท่านั้น ถึงจะตัดหินได้เนี้ยบ และสัดส่วนเที่ยงตรงได้ขนาดนี้ สุดท้ายแล้วก็ยังไม่มีผู้ใดทราบได้ว่า หินเหล่านี้สร้างยังไง ขนมาจัดวางได้ยังไร วัตถุประสงค์คืออะไร ไม่มีใครตอบคำถามนี่ได้

หินสลักรูปทรงเรขาคณิตศาสตร์
ภาพ : wikipedia

บนก้อนหินยังมีการแกะสลักให้เป็นรูปทรงเรขาคณิต ซึ่งมีคมกริบ สร้างความแปลกใจให้กับนักวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะเทคโนโลยีในอดีตนั้นไม่น่าที่จะทำได้สวยงามเช่นนี้ อีกทั้ง ยังมีการเจาะรูโดยที่หินไม่แตกหรือร้าวเลยสักนิด

ในส่วนของวิธีการตัดหินนั้นมีการทดลองด้วยกรรมวิธีการใช้ความร้อน และน้ำเพื่อตัดหินก็พบว่า รอยตัดที่นักโบราณคดีลองทำนั้นยังเรียบไม่เหมือนกับที่ชาวอินคาทำเลยแม้แต่น้อย และยิ่งวิธีการเคลื่อนย้ายหินหรือยกหินนั้น จากวิธีที่จำลองขึ้นมาโดยใช้อุปกรณ์อย่าง เชือก, ท่อนไม้, รอก ก็พบว่า ตัวนั่งร้านที่ต่อขึ้้นมานั้นไม่แข็งแรงพอที่จะยกได้เลย ซึ่งวิธีการยกหินยังคงเป็นปริศนาที่ยังไม่มีผู้ใดทราบ

ทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณเสนอว่า ทิวานากูถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์บอกตำแหน่งพิกัดดาวโลก เพื่อให้สิ่งมีชีวิตต่างดาวที่เดินทางข้ามกาเเล็กซี่รู้ถึงพิกัดตำแหน่ง เเละสิ่งก่อสร้างนี้ก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ เพราะมีอะไรบางอย่างทำลายมัน ถูกคาดการว่ามีเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่างดาว 2 ฝ่าย ฝ่ายเห็นด้วยกับฝ่ายไม่เห็นด้วย ฝ่ายเห็นด้วยคือ ต้องการให้มนุษย์โลกมีเทคโนโลยีก้าวกระโดดพื่อมุ่งหน้าสู่ดวงดาวให้เร็วที่สุด ซึ่งฝ่ายไม่เห็นด้วยสาเหตุคือ ทำให้มนุษย์โลกในอนาคตสับสน เเละมนุษย์ในอดีตก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีจนเกินความเป็นจริง เหมือนมอบไม้ขีดไฟให้เด็กเล่น ซึ่งผลที่ตามมาไม่ดีนัก

อ้างอิง : wikipedia