Posts

Showing posts from September, 2018

M200G Volantor อากาศยานยูเอฟโอ

Image
อากาศยานยูเอฟโอสามารถบินได้จริงผลิตโดย บริษัท โมลเลอร์ อินเตอร์เนชันแนล (Moller International) สัญชาติอเมริกัน ออกเเบบโดย พอล โมลเลอร์ (Paul Moller) ได้ทำการจัดสร้างอากาศยานส่วนตัว มีลักษณะคล้ายยูเอฟโอที่ไม่ต้องพึ่งพาถนนแต่อย่างใด สามารถบินเหนือพื้นผิวได้ทุกประเภทM200G Volantor รองรับผู้โดยสารได้ 2 คน ติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์พร้อมแผงควบคุมบังคับความเร็วและทิศทาง บัดนี้ได้พร้อมออกสู่ท้องตลาดให้กับผู้ที่ปรารถนาจะเป็นมนุษย์ต่างดาวเเล้ว ราคา 100,000 USD มีขนาดเทียบเท่ากับรถยนต์ ความยาว 10 ฟุต (3.0 เมตร) ปีกกว้าง 10 ฟุต (3.0 เมตร) ความสูง 3 ฟุต (0.91 เมตร) สามารถบินสูงจากระดับพื้นดินเพดานบิน 10 ฟุต (3.0 เมตร) ความเร็วสูงสุด 100 ไมล์ต่อชั่วโมง ใช้เครื่องยนต์โรตารี่ (Wankel engine) พร้อมติดตั้งพัดลม 8 ใบพัด สามารถขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเบนซิน, ดีเซล, เอทานอล เป็นเชื้อเพลิงพอล โมลเลอร์ วิศวกร ได้กล่าวว่า ''มันไม่เหมือนกับโอเวอร์คราฟต์เลย มันมีกระบวนการง่ายมาก คุณสามารถเคลื่อนที่เหนือพื้นดิน ทะเล โดยที่ไม่ต้องใส่ใจมาก เพราะมันถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ในทุกพื้นผิว'' ค.ศ. 1997 โมลเลอร์ได้…

เกาะอีสเตอร์

Image
เกาะอีสเตอร์ (Easter Island) อยู่ที่เกาะราปานูอี (Rapa Nui) ประเทศชิลี เป็นเกาะที่อยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิคห่างจากชายฝั่งประเทศชิลีกว่า 3,600 กิโลเมตร เกาะมีพื้นที่ 160 ตารางกิโลเมตร ปรากฏรูปปั้นประหลาดที่ถูกเรียกว่า โมอาย (Moai) โมอายมีลักษณะรูปร่างเหมือนมนุษย์ มีโมอายจำนวน 887 ตัว กระจายอยู่ทั่วทั้งเกาะ รวมทั้งตัวที่ยังแกะสลักไม่เสร็จด้วย และตัวที่เสียหายระหว่างการขนย้าย โมอายบางตัวมีแค่ส่วนหัว บางตัวมีส่วนลำตัวที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน โมอายที่ใหญ่ที่สุดสูงถึง 10 เมตร น้ำหนัก 82 ตัน โมอายทั้งหมดถูกแกะสลักออกมาจากหินภูเขาไฟก้อนเดียวกัน ถูกนำมาจากเหมืองหินราโน ราราคู (Rano Raraku) ซึ่งเป็นเหมืองหินที่อยู่ภายในเกาะนั้นเองค.ศ. 1722 จาค็อบ ร็อกเกวีน (Jacob Roggaveen) นักเดินเรือชาวดัตช์ ผู้ค้นพบเกาะอีสเตอร์ แล่นเรือมาพบเกาะในวันอาทิตย์อีสเตอร์ จึงตั้งชื่อเกาะว่า เกาะอีสเตอร์ค.ศ. 1888 เกาะอีสเตอร์ถูกผนวกรวมเข้ากับประเทศชิลี และมีการสร้างสนามบินขึ้น กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของโลกค.ศ. 1990 องค์การยูเนสโก (UNESCO) จดทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมของโลกเมื่อ 1,000 ปีก่อน อารยธรรมโพลีนีเชีย (Polynes…

วิมาน

Image
พระเจ้าอโศกมหาราช (Ashoka) จักรพรรดิเเห่งอินเดียโบราณ พระองค์เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งแหล่งวิทยาการ สมาคมลับบุรุษนิรนามทั้ง 9 (Secret Society of the Nine Unknown Men) ซึ่งนักปราชญ์อินเดียในสมัยนั้นต่างกระหายที่จะเรียนรู้วิทยาการเหล่านี้ แต่พระองค์เก็บวิทยาการต่างๆ เป็นความลับ เพราะกลัวว่า หากวิทยาการเหล่านี้เผยแพร่ออกไป อาจทำให้เกิดเหตุนองเลือดขึ้นได้ เพราะพระองค์เองเคยใช้วิทยาการเหล่านี้ทำสงครามมาแล้ว พระองค์จึงเน้นทำทนุบำรุงศาสนาพุทธแทน บุรุษนิรนามทั้ง 9 (The Nine Unknown Men) หมายถึง หนังสือ 9 เล่ม ที่พระเจ้าอโศกทรงนิพนธ์ขึ้นมา เล่มหนึ่งมีชื่อว่า ความลับเเห่งแรงโน้มถ่วง (The Secrets of Gravitation) เป็นที่รู้จักกันดีในสมัยโบราณ ตามทฤษฎีสมคบคิด หนังสือ 9 เล่ม ในอดีตเคยถูกเก็บไว้ที่เมืองเบอร์ลิน ประเทศนาซีเยอรมนี หลังจากเเพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกย้ายไปอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาแท่งหินอักขระจารึกเป็นภาษาสันสกฤตในเมืองลาศา (Lhasa) ประเทศทิเบต อธิบายว่า เมื่อ 15,000 ปีก่อน อารยธรรมอินเดียสมัยอาณาจักรพระราม (Rama) ตั้งอยู่ประเทศปากีสถาน ดำรงอยู่ควบคู่กับอาณาจักรแอตแลนติส (Atlantis) ตั้งอยู่ก…

ดาวนิบิรุ

Image
ดาวนิบิรุ (Nibiru) ดาวนิบิรุเข้าชนโลก อาจมีการชนกันครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างดาวโลกกับดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่ชื่อนิบิรุ ขนาดใหญ่กว่าโลกถึง 10 เท่า ประมาณดาวพฤหัสบดี สามารถมองเห็นได้แม้เวลากลางวัน เหตุการณ์ดาวนิบิรุเข้าชนโลกถูกเรียกว่า วันสิ้นโลก จะเกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 21 (2001-2100) ไม่ทราบวันเเน่ชัด นักวิจิยยูเอฟโอระดับโลกสันนิษฐานว่า ดาวนิบิรุกำลังโคจรมาที่ระบบสุริยะของเรา ซึ่งกำลังจะเกิดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ มันจะทำให้เกิดมหันตภัยชนิดที่ว่า สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ทั้งดาว เพราะแกนของดาวนิบิรุมีสนามแม่เหล็กมาก ซึ่งมันจะทำปฎิกิริยากับสนามแม่เหล็กโลก อาจจะทำให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวนครั้งใหญ่, เกิดภัยพิบัติธรรมชาติ, เกิดภาวะน้ำขึ้นลงกระทันหัน, เกิดซุปเปอร์สึนามิ, เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่, เกิดภูเขาไฟระเบิด, เกิดพายุซุปเปอร์ทอร์นาโด, เกิดสิ่งต่างๆ มากมายนับไม่ถ้วน คาดการณ์ไว้แล้วว่า เราจะสามารถมองเห็นดาวนิบิรุขนาดใหญ่เท่าดาวพฤหัสบดีได้เลย เพราะมันเข้าใกล้เรามากแล้ว ข้อมูลอาจจะยังไม่แน่นพอ เพราะทางนาซ่าปิดข่าวไว้อยู่ แต่นักดาราศาสตร์ชั้นนำของโลกรวมไปถึงด็อกเตอร์ทั้งหลาย เเละผู้เชี่ยวชาญจากประเทศ…

เซโก แคนยอน

Image
เซโก แคนยอน (Sego Canyon) อยู่ที่รัฐยูทาห์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติแคนยอนแลนด์ (Canyonlands National Park) สภาพอุทยานล้วนโดดเด่นไปด้วยภูมิทัศน์หุบเขาที่ถูกกัดเซาะ อุทยานมีความสวยงามทำให้ยูทาห์ดึงดูดผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เเละดึงดูดนักวิจัยยูเอฟโอเดินทางมาตลอดทั้งปี เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา บนผนังหินปรากฏภาพวาดเป็นที่รู้จักในฐานะมนุษย์ต่างดาวสีเทา ภาพวาดมีอายุราว 7,000-9,000 ปีก่อนคริสตกาลภาพเซโกแคนยอนเป็นผลงานของชนเผ่าพาลีโอ-อินเดียน (Paleo-Indians) ที่อพยพมาจากทวีปเอเชียเมื่อช่วงยุคน้ำแข็งเมื่อ 10,000 ปีก่อน โดยพื้นที่เกือบทั้งหมดของโลกได้เชื่อมต่อกันด้วยน้ำแข็ง แผ่นดินอยู่ใต้ผิวน้ำเเข็ง มหาสมุทรอยู่ใต้น้ำแข็งถึง 300 ฟุต การเชื่อมต่อของดินแดนระหว่างไซบีเรียกับอลาสกาเรียกว่า เบอรินเจีย ปัจจุบันคือช่องแคบแบริ่ง (Bering Strait) จากการตรวจสอบทางโบราณคดีด้วยวิธีเรดิโอคาร์บอนที่สถานีวิจัยในยูคอน เป็นที่น่าเชื่อถือว่า ชาวพาลีโอ-อินเดียนได้อพยพข้ามจุดเชื่อมต่อนี้ชาวพาลีโออพยพข้ามทะเลแบริ่งจากไซบีเรีย ชาวพาลีโอมาด้วยเรือหุ้มด้ว…

แวนด์จินา

Image
แวนด์จินา (Wandjina) อยู่ที่ภูเขาคิมเบอร์ลี (Kimberly Mountain) รัฐเวสเทิร์น ประเทศออสเตรเลีย ได้ปรากฏภาพงานศิลปะบนผนังถ้ำคิมเบอร์ลี ภาพวาดมีอายุราว 3,800-4,000 ปี เป็นภาพใบหน้าของคนที่มีดวงตาใหญ่โต, จมูก, ไม่มีปาก ผิดไปจากมนุษย์อย่างมาก ภาพวาดเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะมนุษย์ต่างดาวสีเทาค.ศ. 1838 จอร์จ เกรย์ (George Grey) นักโบราณคดี สำรวจภูมิภาคออสเตรเลียเจาะลึกไปยังทางตะวันตกเฉียงเหนือ จนได้ค้นพบภาพงานศิลปะบนผนังถ้ำคิมเบอร์ลี ภาพวาดถูกเรียกว่า แวนด์จินา ได้ดึงดูดความสนใจนักโบราณคดีต่างประเทศมาเยี่ยมชมค.ศ. 1936 ดาเนียล ซัทเธอร์แลนด์ เดวิดสัน (Daniel Sutherland Davidson) นักโบราณคดี เมื่อทำการสำรวจภาพงานศิลปะแวนด์จินา กล่าวสั้นๆ ในหนังสือของเขาเกี่ยวกับตัวเลขศิลปะแวนด์จินาว่า น่าจะมีอายุมากกว่า 100,000 ปีค.ศ. 1938 สถาบันโฟรเบนีอุสเเห่งเยอรมนี  (Frobenius Institute) ส่งนักมานุษยวิทยาไปศึกษาถ้ำคิมเบอร์ลี ทำให้เกิดความตระหนักถึงงานศิลปะแวนด์จินา และเริ่มโด่งดังไปทั่วโลกค.ศ. 1969-1980 โรเบิร์ต ฮิวจ์ เลย์ตัน (Robert Hugh Layton) นักมานุษยวิทยา, แพตทริเซีย วินนิคอมบ์ (Patricia Vinnicombe) นัก…

ผนังภาพอบีดอส

Image
อบีดอส (Abydos) อยู่ที่เมืองอบีดอส ประเทศอียิปต์ สร้างขึ้นเมื่อ 1,290-1,279 ปีก่อนคริสตกาล งานสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ ภายในวิหารอบีดอสได้แสดงถึงศิลปะวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกแก่กษัตริย์ และเพื่อให้เกียรติราชวงศ์ฟาโรห์องค์ก่อนๆ วิหารอบีดอสมีแท่นเสาหินขนาดใหญ่มหึมา สร้างขึ้นด้วยหินอ่อน มีลักษณะประตูทางเข้าเป็นช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามรูปเรขาคณิต ภายในเสามีการเเกะสลักอย่างปราณีตสวยงามตามวัฒนธรรมอียิปต์ ถูกเขียนด้วยภาษาไฮเออโรกลีฟอียิปต์ (Egyptian hieroglyphs) อายุภาษาราว 3,200 ปีก่อนคริสตกาลวิหารเเห่งอบีดอส (Temple at Abydos) สร้างขึ้นโดยฟาโรห์ เซติที่ 1 (Pharaoh Seti I) ภายในวิหารบันทึกพระนามฟาโรห์แห่งอียิปต์โบราณจำนวน 76 พระองค์ ปรากฎอยู่บนผนังเเละเสาหิน ระยะเวลาการครองราชสมบัติของฟาโรห์เซติที่ 1 มีอายุเพียง 10 ปี ชาวอียิปต์โบราณพบกับความเศร้าโศก ฟาโรห์เซติที่ 1 สวรรคต ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่า พระองค์สวรรคตด้วยเหตุอันใด ข้อนี้ทำให้มีทฤษฎีสมคบคิดเสนอว่า เเท้จริงเเล้ว ฟาโรห์เซติที่ 1 เป็นนักเดินทางข้ามเวลา โดยเสาหินพบอักษรอียิปต์โบราณ แสดงให้เห็นรูปเฮลิคอปเตอร์, รถถัง,…

โกเบคลี เทเป

Image
โกเบคลี เทเป (Gobekli Tepe) อยู่ที่เมืองชานลึอูร์ฟา ประเทศตุรกี อยู่บนเทือกเขาที่ความสูง 760 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล สร้างขึ้นเมื่อ 12,000 ปีก่อน อยู่ในช่วงมนุษย์ยุคหินเก่า (Paleolithic) ค้นพบวิหารวงกลม 20 เเห่ง วิหารมีความสูง 15 เมตร มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 300 เมตร ถูกจัดวางเป็นวงกลม วิหารมีการติดตั้งเสาหินรูปเสาตัว T ที่มีความสูง 3-6 เมตร นํ้าหนัก 40-200 ต้น ตรงศูนย์กลางวิหารมีกำแพงล้อมรอบอยู่หลายชั้น เมื่อปี ค.ศ. 2018 องค์การยูเนสโก (UNESCO) จดทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมของโลกโกเบคลีเทเปเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เเห่งมวลมนุษยชาติ เนื่องจากได้ทำลายความเชื่อที่ว่า มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อาศัยกันเป็นกลุ่มเล็กๆ เคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ เมื่อแหล่งอาหารเสื่อมโทรม แต่จากการค้นพบโกเบคลีเทเปเปิดเผยว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้คนกลุ่มเล็กในการก่อสร้าง เพราะต้องอาศัยความร่วมมือของคนจำนวนมาก และระยะเวลาอันยาวนานในการก่อสร้าง จึงมีความเป็นไปได้ที่ว่า โกเบคลีเทเปอาจเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยแบบถาวรของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์การค้นพบโกเบคลีเทเปได้ก่อให้เกิดคำถามเเห่งโลกโบราณคดีว่า ช่วงเวลาปร…

ทิวานากู

Image
ทิวานากู (Tiwanaku) อยู่ที่เมืองเทียฮัวนาโค ใกล้กับทะเลสาบติติคาคา ประเทศโบลิเวีย สร้างขึ้นเมื่อ 1,500 ปีก่อนคริสตกาล เมืองเเห่งอารยธรรมอินคา (Inca Empire) โบราณสถานที่โดดเด่นคือ วิหารคาลาซาซายา (Kalasasaya), ประตูเเห่งดวงอาทิย์ (Gateway of the Sun), โมนาอีโต้ พอนซ์ (Monolito Ponce) เเละมีรูปสลักขนาดยักษ์หน้าตาคล้ายคลึงกับรูปสลักโมอายเเห่งเกาะอีสเตอร์ (Easter Island)ค.ศ. 1860 เอฟราอิ จอร์จ สไควเออร์ (Ephraim George Squier) นักโบราณคดีชาวอเมริกัน ผู้ค้นพบทิวานากู เขาค้นพบซากปรักหักพังก่อนที่จะได้รับการบูรณะภายหลัง เขาได้เผยแพร่แผนที่ และภาพสเก็ตช์ทิวานากูไปทั่วโลก ค.ศ. 1876 Alphons Stübel นักธรณีวิทยาเยอรมัน ใช้เวลา 9 วัน เพื่อสร้างแผนที่ทิวานากู เเละสำรวจทิวานากูอย่างรอบคอบ ค.ศ. 1892 B. von Grumbkow วิศวกร, Friedrich Max Uhle นักโบราณคดี หาคำอธิบายสถานที่ทิวานากูเป็นครั้งแรกในเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ซึ่งเขาตีพิมพ์หนังสือที่มีเอกสารภาพถ่ายที่สำคัญของทิวานากู ค.ศ. 1960 รัฐบาลโบลิเวียเริ่มมีความพยายามที่จะฟื้นฟูบูรณะสิ่งปลูกสร้างทิวานากูค.ศ. 1978-1990 นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยชิคา…

สโตนเฮนจ์

Image
สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) อยู่ที่ทุ่งราบซัลลิสเบอร์รี (Salisbury Plain) เมืองวิลต์เชียร์ ประเทศอังกฤษ สร้างเมื่อ 3,000-2,000 ปีก่อนคริสตกาล อยู่ในช่วงยุคสำริด (Bronze Age) ปรากฏกลุ่มเเท่งหินขนาดยักษ์จำนวน 112 ก้อน ความสูง 4 เมตร กว้าง 2.1 เมตร นํ้าหนัก 25-30 ตัน ตั้งเรียงเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง วางเรียงในลักษณะที่ต่างกัน ทั้งวางตั้งขึ้น, วางนอน, วางพาดกัน สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน บริเวณโดยรอบสโตนเฮนจ์ไม่มีสิ่งปลูกสร้างอื่นใดเลย ปัจจุบันไม่มีใครทราบวัตถุประสงค์ในการสร้างอย่างชัดเจนค.ศ. 1920-1950 มีการบูรณะสโตนเฮนจ์เพื่อจัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวค.ศ. 1986 องค์การยูเนสโกจัดให้สโตนเฮนจ์เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางค.ศ. 2008 นักวิทยาศาสตร์ตรวจหาอายุสโตนเฮนจ์ด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี งานวิจัยเปิดเผยว่า หินก้อนแรกถูกวางตั้งขึ้นเมื่อ 2400-2200 ปีก่อนคริสตกาล ในขณะที่งานวิจัยอื่นๆ ระบุว่า สโตนเฮนจ์ถูกวางตั้งแต่ก่อนหน้านั้น ข้อสรุปไม่เเน่ชัดจนถึงปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ต่างสงสัยว่า คนสมัยนั้นสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนัก 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร คนสมัยนั้นไม่น่ามีเครื่องทุ่นแรง เเละบริ…

แผนที่ปีรีรีส

Image
แผนที่ปีรีรีส (Piri Reis map) ผู้สร้างคือ ปีรี รีส (Piri Reis) ผู้บัญชาการกองทัพเรือเเห่งจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 1929 กุสตาฟ อดอล์ฟ ไดร์เเมนน์ (Gustav Adolf Deissmann) นักบวชนิกายโปรเตสแตนต์ ได้ค้นพบแผ่นกระดาษหนังลึกลับชิ้นหนึ่ง ขนาดกว้าง 90×63 เซนติเมตร ในห้องสมุดของพระราชวังท็อปกาปึ (Topkapi Palace) กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อนำแผ่นกระดาษมาตรวจสอบพบว่า แผ่นกระดาษทำมาจากหนังกวาง ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1513 ศตวรรษที่ 16 ภายในภาพมีการลงชื่อเจ้าของชื่อว่า ปีรี รีส ในภาพเเสดงถึงทวีปเมริกาใต้ ทวีปเเอฟริกา เเละทวีปเเอนตาร์กติกาแผนที่ปีรีรีสมีความละเอียดสูง เป็นภูมิศาสตร์ที่มีความสมบูรณ์ มีเส้นรุ้งเส้นแวนชัดเจน ซึ่งเป็นไปตามหลักวิชาการแผนที่สมัยใหม่ ปัจจุบันยังไม่มีใครอธิบายได้ว่า คนวาดแผนที่ปีรีรีสมีวิธีการวาดอย่างไร ถึงทำให้มีความสอดคล้องกับข้อมูลทางธรณีวิทยาในยุคปัจจุบัน เพราะแผนที่ปีรีรีสถูกวาดขึ้นในปี ค.ศ. 1513 ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีมีเครื่องบิน เพื่อบินดูทวีปเมริกาใต้ เเละทวีปเเอนตาร์กติกาค.ศ. 1492 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ชาวอิตาลี ค้นพ…

หลอดไฟเดนเดรา

Image
หลอดไฟเดนเดรา (Dendera light) อยู่ในวิหารเดนเดรา เมืองเดนเดรา ประเทศอียิปต์ วิหารเดนเดราอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มาก ล้อมรอบด้วยกำแพงทำจากอิฐโคลนหนา สร้างขึ้นเมื่อ 2613-2494 ปีก่อนคริสต์กาล เพื่อบูชาเทพีฮาเธอร์ (Hathor) วิหารเดนเดราเป็นห้องสมุดเก็บประวัติศาสตร์อารยธรรมอียิปต์โบราณ ภายในวิหารเดนเดราปรากฏภาพสลักมากมาย เเต่ทำให้นักโบราณคดีต้องประหลาดใจ คือการปรากฏภาพหลอดไฟ ทั้งที่กว่ามนุษย์จะมีหลอดไฟใช้ ก็หลังจากที่ทอมัสเอดิสันประดิษขึ้นในปี ค.ศ. 1879 เเล้วไปอยู่นั่นได้อย่างไรวิหารแห่งเดนเดราโดดเด่นด้วยเสาทรงเทพีฮาเธอร์ ประดับด้านหน้า 6 เสา ด้านในมีห้องโถง บริเวณด้านหลังของวิหารเดนเดรา มีช่องทางเดินลงไปสู่คูหาใต้ดิน ซึ่งเป็นที่ปรากฏภาพหลอดไฟของชาวอียิปต์โบราณ ภาพหลอดไฟสอดคล้องกับเรื่องที่ว่า ภายในพีระมิดไม่มีคราบเขม่าควันไฟ ทั้งที่ภายในพีระมิดนั้นมืดมาก และยากต่อการก่อสร้าง จุดไฟในพีระมิดก็ไม่สามารถจุดติดได้ หากนี่ไม่ใช่หลอดไฟ ภาพหลอดไฟมีความหมายว่าอย่างไร ปัจจุบันมีทฤษฎีมากมายถกเถียงเป็นประเด็นกันอยู่จนถึงทุกวันนี้นักโบราณคดีเสนอว่า ภาพหลอดไฟคือดอกบัวอียิปต์ (Nymphaea caerulea) ดอกบัวอียิปต์…

บอริสก้า เอเลี่ยนชาวดาวอังคาร

Image
บอริส คิปริยาโนวิช (Boris Kipriyanovich - Boriska) ชื่อเล่น บอริสก้า เกิดวันที่ 11 มกราคม 1996 ประเทศรัสเซีย ฉลาดเกินกว่าเด็กทั่วไปมีความสุขุมรอบคอบและละเอียดอ่อน มีความรู้ด้านอวกาศที่มากมายถึงระดับเป็นผู้เชี่ยวชาญ เปิดเผยว่า ชาติก่อนเคยอาศัยอยู่ในยุคที่อารยธรรมดาวอังคารยังคงรุ่งเรืองก่อนที่จะเกิดอภิมหาสงครามล้างดาวGennady Belimov อาจารย์มหาวิทยาลัยในภูมิภาคเมืองวอลโกกราด (Volgograd) รัสเซีย เปิดเผยว่า บอริสก้าตอนอายุ 7 ขวบ ทำให้ผู้ใหญ่ตกตะลึงในระหว่างการเข้าค่ายพักแรม เป็นเวลาชั่วโมงครึ่งที่ทุกคนเคลิบเคลิ้มกับการฟังบรรยายเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาของบอริสก้าบนดาวอังคาร และได้เตือนถึงหายนะที่จะมีผลกระทบต่อโลกในอนาคต อาจารย์ได้เผยแพร่บันทึกคำสนทนาของบอริสก้า คำสนทนานี้ได้ถูกเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็วทั่วรัสเซียจนพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ชั้นนำ ถ้อยคำถูกแปลเป็นภาษาตะวันตกผ่านทางบทความหนังสือพิมพ์พราฟดา (Pravda) มีผู้คนในยุโรป เเละอเมริกาจำนวนมากให้ความสนใจโครงการเคมล๊อท (Project Camelot) ตัดสินใจที่จะเดินทางไปยังรัสเซียเพื่อค้นหาเด็กคนนี้ ได้ทำการสัมภาษณ์เด็กชายรัสเซียคนนี้ เเละมารดาเกี่ยวกับความท…