อาณาจักรไรช์ที่ 3 เเห่งเเอนตาร์กติกา

อาณาจักรไรช์ที่ 3 เเห่งเเอนตาร์กติกา
ภาพ : wikimedia

มีหลักฐานเเละทฤษฎีมากมายที่สามารถทำให้เชื่อได้ว่า เรื่องราวอาณาจักรไรช์ที่ 3 เเห่งเเอนตาร์กติกามีมูลความจริงอยู่มาก จิม คีธ (Jim Keith) นักประวัติศาสตร์  เปิดเผยความลับเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้เขียนไว้ว่า "ในการดำเนินการวิจัยของพรรคนาซีในช่วงทศวรรษนี้ ผมพบว่าเเผนการของนาซีคอนข้างชัดเจน ซึ่งไม่ได้ตายไปพร้อมกับสงครามโลกที่หลายคนเข้าใจ ทั้งอุดมการณ์ของนาซี เเละเทคโนโลยีดูเหมือนว่า ยังคงเพรียบพร้อมเเละเจริญรุ่งเรืองขึ้น เทคโนโลยีนาซียังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อโลกในยุคปัจจุบัน"

ค.ศ. 1945 Ovis A. Schmidt ซึ่งมีตำเเหน่งเป็น U.S. Treasure Department's direction of Foreign Fund Control ได้ถูกนาซีเสนองานให้ทำงานหนึ่งที่มีชือว่า figth-capital program ซึ่งเป็นโครงการเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายเครื่องจักรกลหนัก ที่จำเป็นสำหรับการสร้างหลักปักฐาน เช่น ใช้ในการผลิตเหล็กกล้า ถ่านหินเเละสารเคมีที่จำเป็นบางอย่าง ซึ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีพของคนกลุ่มเเรกที่เดินทางไปซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก เเล้วจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่นาซีไปตั้งฐานทัพที่นั่นเพื่อที่จะใช้ในการสร้าง อากาศยานที่ล้ำสมัยที่เรียกว่ายูเอฟโอ ดูผิวเผินเเล้วเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุผลเเต่ก็มีความเป็นไปได้

ฐานทัพนาซีในเเอนตาร์กติกา ซึ่งจริงๆ เเล้วคนทั่วไปก็หาไม่พบหรอก เพราะมันอยู่ในในโพรง โดยบริเวณที่รู้กันว่าเป็นที่อยู่ของนาซีในเเอนตาร์กติกาคือบริเวณ Antarctica's Queen Maude Land ซึ่งได้รับการตั้งชื่อใหม่เป็น Neuschwaben โดยเยอรมันในปี ค.ศ. 1938

Queen Maude Land
ภาพ : wikimedia

ค.ศ. 1943 เขียนโดย German Navy Grand Admire ชื่อ Kaarl Dontz เขียนว่า "กองเรือดำน้ำเเห่งเยอรมันรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ถูกสร้างเพื่อฟือเรอร์ ในอีกฟากหนึ่งของโลกคือในบริเวณที่เรียกว่า Shangri-La ซึ่งเป็นปราการที่ไม่สามารถเข้าถึงได้"

มีรายงานจาก U.S. admiral Richard Bryd ในช่วงทีเขากับจากการเป็นคณะเดินทางสู่เเอนตาร์กติกาในปี ค.ศ. 1947 ได้เขียนว่า "มันเป็นความระทึกอย่างยิ่งสำหรับอเมริกา ที่ได้ทำการต่อกรกับอากาศยานของฝ่ายศัตรูที่มาจากบริเวณขั้วโลก ซึ่งยานของศัตรูมีความเร็วที่น่าทึ่งมาก โดยสามารถบินจากฟากหนึ่งไปยังอีกฟากหนึ่งของขอบฟ้าในช่วงพริบตา"

อีกความคิดหนึ่งที่ทำไมนาซีจึงไปตั้งฐานทัพอยู่ที่นั่นถูกเสนอโดย R.A. Harbinson เขาเขียนว่า "ที่นั้นเป็นที่ลับหูลับตาคน พวกเขาจะสามารถทำโครงการลับได้อยางสะดวกโดยไม่มีใครทราบการเคลื่อนไหวทางด้านเทคโนโลยี อีกทั้งยังสามารถใช้ทาส(ชาวยิว)ได้สะดวกยิ่งขึ้นด้วย"

เเต่คนส่วนใหญ่ไมเชื่อว่าพรรคนาซีของเราจะอยู่ที่นั่น เพราะยังไม่มีการพบกระเเสน้ำอุ่นที่ขั้วโลกใต้ เเละไม่มีใครจะสามารถอยูรอดที่นั่นได้เกิน 70 ปี มานานเเล้ว คนทั่วไปจึงบอกว่า ถ้ามันไปอยู่จริงป่านนี้มันก็ได้เวลาตายเเล้ว หารู้ไม่ว่าที่ Newschwaben มีกระเเสน้ำอุ่นลึกลับที่มีอุณหภูมิ 60-70 องศาเซลเซียส จากความร้อนใต้พิภพไหลผ่าน เเละสนามเเม่เหล็กที่ไม่ธรรมดาที่นั่นทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะสร้างฐานทัพอยู่ภายในถ้าหรือเจาะทำเป็นอุโมงค์เข้าไป

ข่าวลือเริ่มที่จะแพร่สะพัดออกไปขณะที่เยอรมันกำลังจะพ่ายสงครามโลกครั้งที่ 2 บุคคลที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการทหารและนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกเลือกไปยังดินแดนที่อยู่ห่างไกลจากบ้านเกิด ในขณะที่กองกำลังของฝ่ายพันธมิตรกำลังกวาดล้างฐานทัพนาซีทั่วทวีปยุโรป นาซีก็กำลังสร้างฐานทัพในทวีปแอนตาร์กติกาอยู่เช่นกัน

ภาพ : pixabay
ณ ที่แห่งนั้นนาซีได้พัฒนายานบินสมรรถนะสูงมีความล้ำหน้ากว่าอากาศยานทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งสิ่งหนึ่งก็คือ คนเยอรมันกว่า 250,000 คน ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย โดยไม่ได้อยู่ในบัญชีผู้เสียชีวิต เป็นไปได้หรือไม่ว่าที่ Neu Schwabenland จะกลายเป็นที่มั่นอย่างถาวรของฐานทัพเยอรมันนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ทะเลสาบน้ำอุ่น อุณหภูมิประมาณ 30 องศาเซลเซียส ที่มีทางออกสู่มหาสมุทรได้กลายเป็นสวรรค์สำหรับ เรืออู (U-boats) เทือกเขาที่ปราศจากน้ำแข็ง 2 เทือกเขาใน Neu Schwabenland เป็นสถานที่ที่ไม่เลวเลยสำหรับการก่อสร้างอุโมงค์ เราต้องไม่ลืมว่าเยอรมันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างระบบดำรงชีพใต้ดินระดับโลก

ในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกาได้มอบสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ Ohrdruf ซึ่งเป็นความลับสุดยอดมีอายุกว่า 100 ปี ซึ่งข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า นาซีได้เคยมีการทำงานใต้ดินในแอนตาร์กติกกา และ Ohrdruf คือที่ตั้งของฐานทัพที่ซ่อนอยู่ภายในที่สุดท้ายที่นั่น และได้ถูกซ่อนไว้เป็นอย่างดี ในวาระแห่งการรวมชาติระหว่างเยอรมันตะวันตกกับเยอรมันตะวันออก ทำให้เอกสารนี้ ได้รับการเผยแพร่ต่อสาธารณะชน และถูกเก็บรักษาไว้ที่เทศบาล Arnstadt จากเอกสารดังกล่าวเป็นที่ชัดแจ้งว่า หน่วย Charite Anlarge ได้ทำงานในวิจัยอยู่ในบังเกอร์ใต้ดินที่มีพื้นที่ 70 x 20 ตารางเมตร ระหว่างที่ทดสอบเครื่องจักร มันจะปล่อยสนามพลังบางอย่างที่ทำให้อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคทุกชนิดหยุดทำงาน และไม่มีเครื่องจักรกลดีเซลอยู่ในละแวกนั้นเลยเป็นระยะ 8 ไมล์ จากจุดนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว แม้ว่า Ohrdruf จะดำเนินการโดย หน่วย SS แต่มันไม่เคยถูกถ่ายภาพไว้ และไม่เคยถูกบอมบ์

Ohrdruf ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่บนพื้นที่ของบริเวณที่เรียกว่า Neu Schwabenland ในช่วงระหว่าง 2 ปีสุดท้ายของสงครามโลก ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ยากนัก เนื่องจาก Charite Anlarge เป็นอารยธรรมของอาณาจักรไรช์ที่ 3 โดยฐานทัพนี้ไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้ เนื่องจากการทำงานของสนามพลังงานดังกล่าว เหมาะสมหรับผู้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเท่านั้นที่จะเข้าถึงได้

ภาพ : pixabay

ความลับที่น่าสะพรึงกลัวของฐานทัพไรช์ที่ 3 เหตุการณ์สำคัญได้เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1999 แต่มีเฉพาะผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่ให้ความสำคัญและสนใจ กล่าวคือ คณะเดินทางวิจัยได้พบเชื้อไวรัสในทวีปแอนตาร์กติกา ทั้งคนและสัตว์ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ ทวีปแอนตาร์กติกาเป็นทวีปที่อยู่ห่างไกล และไวรัสที่พบก็อยู่ลึกเข้าไปในทวีป ดังนั้นด้วยเหตุผลนี้ไวรัสจึงไม่น่าจะทำอันตรายให้กับส่วนที่เหลือของโลกได้ นักวิทยาศาสตร์หลายคนให้เหตุผลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นว่า นี่อาจเป็นผลกระทบมาจากสภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้เกิดความหวาดกลัวต่อคนในโลกว่า ไวรัสดังกล่าว อาจสร้างความหายนะแก่โลกใบนี้

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาวัยนิวยอร์กชื่อ Tom Starmrue ได้เสนอความคิดเห็นที่ดูเหมือนจะมองโลกในแง่ลบร่วมกับพลพรรคของเขาว่า "เราไม่รู้ว่ามนุษย์ชาติจะเจออะไรจากขั้วโลกใต้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ จากผลกระทบของสภาวะโลกร้อน เชื้อไวรัสจะห่อหุ้มตัวเองด้วยชั้นของโปรตีนในสภาวะที่หนาวเย็น ไม่อำนวยต่อการแพร่พันธุ์ของมัน แต่ถ้าอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมสูงขึ้นจนถึงสภาวะที่พอเหมาะ มันจะเริ่มจำลองตัวเองเพื่อขยายพันธุ์"

นักวิทยาศาสตร์อเมริกันที่ทำหน้าที่สำรวจและวิจัยเกี่ยวกับทวีปแอนตาร์กติกา มีความวิตกกังวลสูงมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเขาได้ส่งคณะสำรวจไปที่ทวีปแอนตาร์กติกา เพื่อเจาะน้ำแข็งเพื่อทำการตรวจสอบค้นหาเชื้อไวรัสที่ไม่รู้จัก เผื่อว่าจะได้ผลิตยาต้านพิษยาถอนพิษของไวรัสพวกนี้ได้ทันเวลา อะไรคือที่มาของเชื้อไวรัสพวกนี้ ที่นี้มีเพียงนกเพนกวินเท่านั้นที่สามารถมีชีวิตรอดและอาศัยอยู่ได้ ไม่มีคำตอบสำหรับเรื่องนี้ ผู้เชี่ยวชาญทุกคนงง

มีอีกทฤษฎีหนึ่งที่พอจะอธิบายได้ นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จะมีความโน้มเอียงไปในแนวคิดที่ว่า รูปแบบเริ่มต้นของชีวิต (Prehistoric Form of Life) อาจรอดชีวิตในบริเวณที่อยูลึกเข้าไปในทวีปแอนตาร์กติกา

ผู้เชี่ยวชาญเเละนักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า "อาจเป็นเพราะพวกนาซีแห่งไรช์ที่ 3 ได้นำเชื้อโรคที่เป็นความลับทางชีวภาพเข้ามาที่นี่เพื่อผลิตเป็นอาวุธชีวภาพ"

โดยทฤษฎีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่พูดขึ้นมาลอยๆ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าในปี ค.ศ. 1933 นาซีได้ให้ความสนใจในทวีปแอนตาร์กติกาขึ้นมาอย่างทันที พวกเขาได้ดำเนินการก่อตั้งคณะเดินทางสำรวจสองชุดเข้าสู่ทวีปแอนตาร์กติก้าในช่วงปี ค.ศ. 1938-1939 ในขั้นแรกเครื่องบินแห่งไรช์ที่ 3 ได้บินวนรอบทวีปเพื่อถ่ายภาพเก็บข้อมูลรายละเอียดของพื้นที่ และทิ้งก้อนเหล็กที่สลักสัญลักษณ์ Sawastika ลงไปหลายพันก้อน เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของครอบครองพื้นที่บริเวณที่มีก้อนเหล็กตกอยู่ โดยดินแดนที่อยู่ในการยึดครองของอาณาจักรไรช์ที่ 3 รู้จักกันในชื่อว่า Neu Schwabenland ได้ส่งนักวิทยาศาสตร์ไปศึกษาพัฒนาอากาศยานยูเอฟโอเเละทฤษฎีการเดินทางข้ามเวลา

ค.ศ. 1943 หลังการเดินทาง กัปตัน Ritscher ได้รายงานต่อ Field-Marshal Gorging ว่า "เครื่องบินได้ทิ้งก้อนเหล็กเป็นจำนวนมาก ขณะนี้นี้เราได้ยึดครองพื้นที่ประมาณ 8,600,000 ตารางเมตรแล้ว และในพื้นที่ดังกล่าว 350,000 ตารางเมตรได้ถูกถ่ายรูปไว้เรียบร้อย"

ค.ศ. 1943 Grand Admiral Karl Donitz ได้ทิ้งข้อความว่า "กองเรือดำน้ำรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้สร้างปราการที่ไม่สามารถโจมตีได้ (unassailable frotress) สำหรับท่านผู้นำในอีกฟากหนึ่งของโลก”

จากหลักฐานทั้งหมดจึงมีความเป็นไปได้สูงว่า นาซีได้สร้างฐานทัพลับในทวีปแอนตาร์กติกา ในช่วงปี ค.ศ. 1938-1945 เรือดำน้ำเป็นสิ่งที่ถูกใช้มากที่สุด ในการขนส่งสิ่งของที่จำเป็นและสำคัญต่องาน และการดำรงชีพ จากที่ผู้เชี่ยวชาญแห่งไรช์ที่ 3 ได้เขียนไว้ในตอนสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า เรือดำน้ำถูกใช้ขนทอร์ปิโดที่ท่าเรือ Kiel โดยขนใส่ตู้คอนเทนเนอร์ร่วมกับสินค้าชนิดอื่นๆ และเรือยังถูกใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร ซึ่งใบหน้าถูกปกปิดและอำพรางด้วยการทำศัลยกรรมแปลงโฉม Wilhelm Bernhard ได้เป็นผู้การควบคุมเรือดำน้ำลำหนึ่งชื่อ U-530 และออกจากท่าเรือ Kiel ในวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1942 เมื่อเรือดำน้ำเดินทางมาถึงฝั่งของแอนตาร์กติกา สมาชิก 16 คนของเรือจากทั้งหมด ได้เจาะอุโมงค์สร้างถ้ำน้ำแข็งและได้บรรจุกล่องสินค้าเข้าไปในถ้ำ ซึ่งกล่องดังกล่าว บรรจุโบราณวัตถุของอาณาจักรไรช์ที่ 3 ซึ่งประกอบด้วยเอกสารของฮิตเลอร์และพลพรรคใกล้ชิดส่วนตัวของเขา โดยปฏิบัติการครั้งนี้รู้จักกันในชื่อว่า Valkyrie-2 ปฏิบัติการเสร็จสิ้นในช่วงวันที่ 10 กรกฎาคม 1945 เรือดำน้า U-530 ได้เข้าเทียบท่าในท่าเรือ Mar-Del-Plata ประเทศอาเจนตินา เรือดำน้ำอีกลำหนึ่งที่มาจากที่เดียวกันชื่อว่า U-977 ภายใต้การบังคับการของ ฮานส์ แคมม์เลอร์ ได้นำ อดอฟ ฮิตเลอร์ และ อีวา บราวน์ เข้าสู่ Neu Schwabenland ในเส้นทางเดียวกับ U-530 และ เรือ U-977 ก็ได้เข้าเทียบท่าที่ ท่าเรือ Mar-Del-Plata ในวันที่ 17 สิงหาคม 1945

ภาพ : pixabay

เบอร์ลินใหม่ (Neuberlin) ถ้าคุณเป็นทหาร Wehrmacht ที่สถานีรถไฟที่ถูกบอมบ์ใน เมือง Poltava ประเทศยูเครน ในช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1942 คุณจะเห็นทหารหน่วยหนึ่งที่ดูเเปลกมากกำลังเดินเเถวมุ่งหน้าเพื่อไปรอรถไฟโดยสาร โดยหทารหน่วยนี้เป็นผู้หญิงพวกเธอทั้งหมดมี สีผมบลอนด์ มีนัยตาสีฟ้า อายุอยู่ในช่วงระหว่าง 17 ถึง 24 ปี สูง หุ่นดี เซ็กซี่มีเสน่ห์ดึงดูด พวกเธออยู่ในชุดยูนิฟอร์มสีฟ้า เเต่ละคนจะใส่หมวกทหารสไตล์อิตาเลียน

คุณอาจคิดว่าหน่วย SS ต้องการเพียงเเค่เรียกรวมพลทหารหญิงระดับ ไฮคลาส (high-class) เเต่ความจริงที่ซ้อนเร้นอยู่มันมีอะไรกว่านั้นมาก คุณจำเป็นต้องพิจารณาถึงฟือเรอเเห่งไรช์ที่ 3 ชื่อ ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ (Heinrich Himmler) ที่ได้ระดมความคิดครั้งสุดท้ายใน โครงการ Siedlungsfrauen (Antarctic Settlement Women or ASF) เป็นโครงการจัดหาผู้หญิงพันธุ์ดีเพื่อไปอยู่ที่เเอนตาร์กติกา เพื่อเอาไว้ทำเป็นเเม่พันธุ์ชั้นดี

เรื่องราวได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1938 เมื่อเรือบรรทุกขนส่งขนาดใหญ่ชื่อ Schwabenland ได้เดินทางข้ามมหาสมุทรเเอตเเลนติก เพื่อเดินทางเข้าสู่ Queen Maud's Land ในเเอนตาร์กติก้า จากรายงานของนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียชื่อ Konstantin Ivanenko กล่าวว่า "เรือ Schwabenland ได้เดินทางข้ามมหาสมุทรภายใต้การบังคับการของ Albert Richter ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการทำงานในสภาวะอากาศที่หนาวเย็น นักวิทยาศาสตร์ในเรือของ Richter ได้ใช้เรือใหญ่ลำนี้ในการสำรวจขั้วโลก นักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้พบว่ามีทะเลสาบที่ปราศจากน้ำเเข็ง ซึ่งถูกให้ความร้อนโดยพลังความร้อนใต้พิภพ เเละสามารถที่จะใช้อยู่อาศัยได้"

จึงเป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่า Schwabenland จะเป็นที่สร้างฐานทัพเเก่นาซีเพื่อการทำงานนับเเต่นี้เป็นต้นมา ฐานทัพของเยอรมันได้ถูกสร้างขึ้นที่ภูเขา Muhig-Hofmann ซึ่งอยู่เข้าไปในเเผ่นดินห่างจากฝั่ง Princess Astrid เข้าไปไม่ไกล โดยพื้นที่นี้ได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่า Neuschwabenland (New Swabia) เเละฐานทัพตรงนี้รู้จักกันดีในชื่อว่า สถานี 211

การทำลายล้างยิวเป็นหนึ่งในหน้าที่หลักของนาซี เเต่ในความเป็นจริง ฮิตเลอร์ เเละ SS ได้กระทำการโหดร้ายเฉพาะกับประชากรที่อยู่ในส่วนตะวันออกของอาณาจักร เนื่องจากจำนวนประชากรที่มากเกินไป จะส่งผลต่อเผ่าพันธุ์อารยันที่สมบูรณ์เเบบ กล่าวคือ อาจทำให้อารยันกลายพันธุ์ได้ จึงต้องกวาดล้างเผ่าพันธุ์ยิว ทำให้อุดมการณ์ของฮิตเลอร์ จึงตัดสินใจมาตรการขั้นเด็ดขาดต่อชาวยิวคือ กวาดล้าง การดำเนินการอย่างเงียบเชียบค่อยเป็นค่อยไปนี้ สำเร็จลุล่วงได้ด้วยสำนักงานที่น้อยคนนักจะรู้จักที่เรียกว่า Rasse und Siedlungshauptampt (German for Race and Settlement Bureau) หรือ RuSHA

ในประเทศยูเครนประเทศเดียวได้มีการเกณฑ์ผู้หญิงกว่า 100,000 คน เพื่อบังคับให้ทำงานให้กับโรงงานทางด้านการทหารของนาซีเยอรมัน เเละสำนักงาน RuSHA ยังทำหน้าที่คัดเลือกผู้หญิงพันธุ์ดีป้อนให้กับโครงการ Antarctic Settlement Women, ASF ของ ฮีมม์เลอร์ (ผู้บัญชาการหน่วยSS) ครึ่งหนึ่งผู้หญิงที่ถูกเกณฑ์เป็นพวก Volkdeusche ซึ่งมีเป็นสายพันธุ์เดียวกับเยอรมันที่บรรพบุรุษได้ไปตั้งรกรากอยู่ที่ยูเครนในช่วง ศตวรรษที่ 17-18 ส่วนสายพันธุ์พื้นเมืองของยูเครนอื่นๆ หน่วย RuSHA จะทำการ อัพเกรด (Upgrade) เพื่อให้เป็นอารยันเต็มตัว ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า Eindeutschchung (Germanization)

จากการกล่าวของ Ivanenko มีเเนวความคิดที่จะเพิ่มจำนวนประชากรจากเเนวความคิด German-Slavonic Antarctic Reich มีการกล่าวว่า ได้มีการส่งตัวผู้หญิงที่เป็นยูเครนเเท้ๆ จำนวน 10,000 คน จากจำนวนครึ่งล้านไปยังฐานทัพเยอรมันในเเอนตาร์กติกาในปี ค.ศ. 1942 ซึ่งเป็นช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย Martin Bormann โดยมีการกำหนดสัดส่วนคือผู้หญิงยูเครน 4 คน ต่อผู้ชายเยอรมัน 1 คน ถ้าเป็นความจริง นั่นก็หมายความว่า ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ (ผู้บัญชาการหน่วยSS) ได้ส่งทหารของหน่วย Waffen-SS 2,500 คน ซึ่งคนกลุ่มนี้ได้ผ่านการทดสอบตัวเองด้วยการสู้รบกับรัสเซียในเเนวหน้าที่ สถานี 211 ที่ Neuschwabenland ในเเอนตาร์กตติกา ซึ่งเป็นที่มาของตำนาน กองทหาร SS กองกำลังสุดท้าย (Last SS Battalion)

ภาพ : pixabay

เเคมป์สำหรับฝึกของหน่วย ASF ถูกตั้งอยู่ที่ Estonia บนคาบสมุทรใกล้กับ Ritna เกาะ Hiiumaa ทะเลบอลติก มันประกอบด้วย โรงเรียนสอนการบ้านการเรือนเเละเป็นค่ายสำหรับฝึกทหารใหม่ เป็นสถานที่เด็กผู้หญิงจะต้องได้เรียนบทเรียนต่างๆ เกี่ยวกับความสวยความงาม การดูเเลบ้าน เเละการเอาตัวรอดในเเอนตาร์กติกา

เหตุผลของ ฮีมม์เลอร์ สำหรับการส่งผู้ตั้งรกรากจำนวนหลายพันคนเข้าสู่เเอนตาร์กติกา สามารถเข้าใจได้จากความเชื่อส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องลึกลับ เนื่องจากเป็นผลจากประสบการณ์ในวัยเด็กที่เขาได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับ ยุค ใหม่ (New Age) ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับดอกเตอร์ชื่อ Fridrich Wichtl เเละสมาชิกของเขาใน Artamen ทำให้ ฮีมเลอร์ ได้กลายเป็นผู้มีความเชื่อในหลักการของฮินดูเกี่ยวกับเรื่อง ยุคของโลก (World-Age) หรือ กลียุค (Yuga) เขาเชื่อว่า ยุคปัจจุบันของโลกหรือที่เรียกว่า Kali Yoga จะเขาสู่หายนะด้วยภัยพิบัติครั้งใหญ่ เเละจะมีการกำเนิดโลกยุคใหม่ที่เรียกว่า Satya Yuga การส่งอาณานิคมนาซีไปสู่เเอนตาร์กติกา มีความมั่นใจว่ามนุษย์ที่เหลืออยู่ที่เป็นอารยันเเท้ จะสามารถมีชีวิตรอดจากกลียุคที่กำลังจะมาถึงได้ด้วยระบบสังคมเเละวัฒนธรรมเเห่งอารยัน

ภาพ : pixabay

หลายคนเชื่อว่า อาณาจักรนาซีที่ Neuschwabenland จะรอดพ้นไม่เพียงเเต่ในช่วงสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 เเต่ยังคงรอดพ้นจากปฏิบัติการทางทหารหสรัฐอเมริกา High Jump ที่ใช้เรือรบกว่า 3,500 ลำ เเละเครื่องบินจำนวนมากในการกวาดล้างกองกำลังนาซีในเเอนตาร์กติกาในปี ค.ศ. 1946

Ivanenko ได้เขียนเปิดเผย ประชากรนาซีในเเอนตาร์กติกาขณะนี้ คาดว่าน่าจะมีเกินกว่า 1 ล้านคนเเล้ว เเละหลายคนในประชากรจำนวนนั้นสามารถเคลื่อนย้ายเข้าสู่ทวีปอเมริกาใต้ได้ง่ายขึ้นเเละสามารถติดต่อธุรกิจในทวีปต่างๆ ได้ง่าย เขาเรียกอาณาจักรที่นั่นว่า เเอนตาร์กติกา ไรช์ที่ 3 ซึ่งเป็นรัฐที่มีอำนาจทางด้านการทหารสูงที่สุดในโลก ฐานทัพนาซีจะปลอดภัยจากการโจมตีด้วยนิวเคลียร์ของประเทศต่างๆ เนื่องจากความหนาของโล่น้ำเเข็งที่หนากว่า 2 ไมล์

ยิ่งไปกว่านั้นเขาเผยว่าเมือง Neu Berlin ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณานิคมวางตัวอยู่ในช่องเเคบของ อุโมงค์ กลาเซีย (glacial tunnels) ภายใต้เทือกเขาที่ไม่ทราบชื่อ ซึ่งเมืองหลวงเเห่งนี้ได้รับความร้อนจากปากปล่องภูเขาไฟ นักวิทยาได้สร้างความเชื่อมโยง เมือง Neu Berlin กับเมืองก่อนประวัติศาสตร์ชื่อ Kadath ซึ่งถูกสร้างโดยผู้ตั้งรกราก ชาวเเอตเเลนติส เมื่อกว่า 100,000 ปีก่อน เเละยังคงมีนักวิจัยคนอื่นๆ เชื่อว่า ซากของเมืองเเอนเเลนติสที่เเท้จริงได้ถูกพบเเล้ว เเละมีความเป็นไปได้ที่จะครอบครองภายใต้น้ำเเข็งเเห่งเเอนตาร์กติกา บางคนกล่าวว่า เเอตเเลนติสในเเอนตาร์กติกา มีที่ตั้งอยู่ใกล้กับหนึ่งใน 70 เเห่งของทะเลสาบน้ำอุ่น ที่ได้ค้นพบที่ระยะกว่าหนึ่งไมล์ใต้เเผ่นเปลือกน้ำเเข็ง เช่นเดียวกับ ทะเลสาบ Vostok ที่อยู่ใกล้ฐานทัพของรัสเซียที่ไม่สามารถเข้าถึงได้

นักประวัติศาสตร์ Neu Berlin กล่าวว่า ที่นี่เป็นสถานีของมนุษย์ต่างดาวหลายเผ่าพันธุ์ เช่น Pleiadians, Zeta Reticulans, Reptoid, Men In Black, Aldebarani เเละมีผู้เยี่ยมเยือนจากดาวอื่นๆ ในการพักอาศัยบนโลก พวกนาซียังคงทำงานเกี่ยวกับระบบการบินที่ลํ้าสมัย โดยบางพวกในจำนวนนั้นสามารถบินออกนอกชั้นบรรยากาศของโลกได้

ภาพ : pixabay

นักวิจัยยูเอฟโอเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า นาซีได้สร้างฐานทัพอยู่ที่ดวงจันทร์ เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาจะสามารถติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวเมื่อตอนที่พวกเขาขับยานออกจากโลกได้

มีการกล่าวถึงการจับยูเอฟโอที่ล้ำสมัย ที่ประสบอุบัติเหตุเครื่องยนต์ขัดข้องเเละร่วงลง โดยนาซีฤดูร้อนปี ค.ศ. 1936 Schwarzwald ซึ่งยานดังกล่าว ขับเคลื่อนด้วยระบบขับดันเเอนติกราวิตี พวกนาซีได้ความรู้ทางด้านวิศวกรรมจากการงัดเเงะยูเอฟโอหรือไม่ เเล้วเอามาสร้างเองเป็นของตนเอง ซึ่งเรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกับการพบยูเอฟโอตก เเละถูกจับได้โดยอเมริกาที่ ค.ศ. 1947 Roswell, New Mexico อเมริกาก็ได้ทำเช่นเดียวกับที่นาซีเยอรมันทำ ซึ่งนำไปสู่การค้นพบ ทรานซิสเตอร์ ไฟเบอรออปติค (Fiber-obtics) เเละเทคโนโลยีเเห่งความอัศจรรย์อีกหลายชนิดหรือไม่

โจเซฟ แอนเดรียส์ วิศวกรเยอรมัน เปิดเผยว่า กองทัพนาซีสร้างยูเอฟโอต้นแบบไว้ถึง 15 ลำ โดยห้องนักบินจะอยู่ส่วนกลางของตัวเครื่อง และมีปีกที่ปรับหมุนได้แผ่ออกเป็นวงกลม ซึ่งช่วยให้เครื่องสามารถลอยขึ้นได้

ค.ศ. 2000 อิกอร์ วิตโคว์สกี้ นักประวัติศาสตร์ชาวโปแลนด์ เขียนในหนังสือ Prawda O Wunderwaffe เผยว่า กองทัพนาซีเคยสร้างเครื่องบินลักษณะคล้ายระฆังคว่ำ ฮิตเลอร์สั่งให้รวบรวมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรมาช่วยงานเป็นจำนวนมาก

ค.ศ. 2003 นักฟิสิกส์ Ivanenko รายงานว่า การพูดถึงอาณาจักรเเอนตาร์กติกากลายเป็นเรื่องที่โด่งดังมากใน สหรัฐ รัสเซีย โปเเลนด์ ยูเครน เบลารุส เเละอีกหลายประเทศในยุโรปตะวันออก เขาเขียนในวันที่ 10 พฤษภาคม 2003 จากหนังสือพิมพ์ตีพิมชื่อ Frunkfurt Allgemeine

นักเขียนชาวโปเเลนด์ชื่อ A. Stagjuk วิจารณ์การตัดสินใจของโปรเเลนด์ในการส่งกองกำลังไปสู่อิรักเพื่อร่วมกับกองกำลังพันธมิตร โดยเขาได้ทิ้งท้ายว่า ต่อไปรัฐบาลของโปเเลนด์จะสร้างสนธิสัญญาร่วมกับเเอนตาร์กติกาเเล้วจะประกาศสงครามกับอเมริกา

รายงานจาก นิตยสารด้านวิทยาศาสตร์ พีเอ็ม เยอรมนี ระบุว่า โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของ ฮานส์ แคมม์เลอร์ และประสบความสำเร็จในการทดลองต้านแรงโน้มถ่วงของโลก หลังไกล้พ่ายเเพ้สงคราม กองทัพนาซีทำลายบันทึกการทดลองทางวิทยาศาสตร์ไปเป็นจำนวนมาก

ค.ศ. 1944 รายงานจาก นักบินอังกฤษ คำบอกเล่าของพยานซึ่งเชื่อว่าตนเคยเห็นยูเอฟโอที่มีสัญลักษณ์กางเขนเหล็กของนาซี บินในระดับต่ำเหนือแม่น้ำเทมส์

ค.ศ. 1960 ผู้เชี่ยวชาญด้านยูเอฟโอในแคนาดา ได้ทดลองสร้างโครงการลับสร้างวัตถุดังกล่าวขึ้นใหม่และพบว่า มันไม่สามารถบินได้จริง

ค.ศ. 1969 กลุ่มนักวิทยาศาสตร์เยอรมันช่วยในโครงการนาซ่าส่งคนอเมริกันไปเดินดวงบนจันทร์ได้สำเร็จ